พฤศจิกายน 16, 2009

Bacon Pancake
เมื่อไม่กี่วันก่อนรุ่นพี่คนไทยที่นี่ชวนไปกินแพนเค้ก ตอนแรกเราก็งงๆว่าจะไปกินแพนเค้กเป็นอาหารเย็นได้ยังไง พอไปถึงปรากฎว่ามันเป็นร้านอาหาร ต้องจองก่อนถึงจะมั่นใจว่ามีโต็ะนั่ง เมนูส่วนมาเป็นแพนเค้กแบบหวาน แต่ตอนที่ไปเราอยากกินของคาวเลยสั่งแบบคาวมาลอง เท่าที่รู้มี 3 เมนูเท่านั้นที่เป็นของคาวคือ
- แพนเค้กกับสตูเนื้อ
- แพนเค้กกับปลาแซลมอน
- แพนเค้กกับเบคอนแล้วก็เครื่องอื่นๆ ซึ่งเป็นอันที่เรากำลังจะพยายามเลียนแบบในวันนี้
วัตถุดิบในส่วนของแป้ง (ทำได้สองแผ่น)
- แป้ง 150 ml
- นม 150 ml
- ไข่ 1 ฟอง
- เนย 1 ช้อนโต๊ะ
- เกลือ
- พริกไทย
- ซอสเล็กน้อย เช่นซีอิ้วหรือ Worcester sauce

ส่วนผสมของแป้ง
วัตถุดิบในส่วนของหน้า
- เบคอน
- หอมใหญ่
- พริกหยวก
- เห็ด (ถ้ามี)
- Parmesan Cheese (ที่ร้านเค้าไม่น่าจะใส่ แต่ผมว่าใส่แล้วอร่อยกว่า)
- oregano, paprika เอาไว้โรยหน้า
วิธีทำ
- ผสมส่วนของแป้งเข้าด้วยกัน คนจนเนื้อเนียน
- ตั้งกระทะ ใส่เนยนิดหน่อย
- เทส่วนผสมแป้งลงไปประมาณ 1/4 ของที่เตรียมไว้
- ใส่ เบคอน หอมใหญ่ พริกหยวก
- โรยชีส
- เทส่วนผสมแป้งอีก 1/4 ส่วน ทับลงบนแผ่นเดิม
- รอสักพักแล้วพลิกด้านแพนเค้ก
- รอจนสุกได้ที่ ยกขึ้นแล้วโรย oregano และ paprika

หน้าตาประมาณนี้
Note
- ถ้าให้ดีกว่านี้ ต้องหาสูตรเนื้อแพนเค้กใหม่ ที่อร่อยควรจะกรอบกว่านี้
3 ความเห็น |
Foods | Tagged: Western Foods |
ลิงค์อ้างถึง
โพสต์โดย rkcosmos
พฤศจิกายน 8, 2009

Chocolate Banana Crepes
หลังจากการสอบครั้งแรกผ่านพ้นไป ต่อไปนี้ผมก็มีเวลาว่างทำของอร่อยกินแล้ว เมนูวันนี้เป็นขนมหวานจานแรกในต่างแดน “Chocolate Banana Crepes” อันนี้ทำกินเองแล้วก็เผื่อเพื่อนอีกสองคนด้วยนะ
ส่วนผสมแป้ง (ทำได้ประมาณ 3-4 แผ่น)
- แป้ง 1/2 ถ้วย ~ 150 ml
- ไข่ 1 ฟอง
- นม 1/4 ถ้วย ~ 75 ml
- น้ำเปล่า 1/4 ถ้วย ~ 75 ml
- เกลือเล็กน้อย
- น้ำตาลเล็กน้อย
- เนย 1 ช้อนโต๊ะ
ส่วนผสมน้ำช็อกโกแลต (แบบไม่ค่อยหวาน ถ้าชอบหวานก็เติมน้ำตาลให้เยอะหน่อย)
- ผงโกโก้ 50 ml
- นม 100 ml
- น้ำตาล 80 ml
ส่วนผสมอื่นๆ
- กล้วย
- whipping cream
- แยมผลไม้
- เนย

ส่วนผสมบางส่วน
วิธีทำส่วนของแป้ง
- เอาแป้ง น้ำ นม มาผสมกัน คนให้เป็นเนื้อเดียวกัน
- ใส่ไข่ แล้วคนให้เข้ากัน
- ใส่เกลือกับน้ำตาลนิดหน่อย ตามด้วยเนย (ระวังอย่าใส่เกลือมาก)
- คนส่วนผสมทั้งหมดให้เป็นเนื้อเดียวกัน
- อุ่นกระทะให้ร้อนหน่อย แล้วใส่เนยเล็กน้อยเพื่อไม่ให้แป้งติดกระทะ
- เทส่วนผสมของแป้งลงไปพอประมาณ กะว่าให้ได้ 1 แผ่น เอียงกระทะไปมาให้แผ่นแป้งกระจายออก
- รอสักพักแล้วกลับด้าน
- ยกขึ้นแล้วทำแผ่นต่อไป (ถ้ากระทะยังมันอยู่ก็ไม่ต้องใส่เนยเพิ่มแล้ว)
วิธีทำส่วนของน้ำช็อกโกแลต
- ผสมทุกอย่างรวมกัน
- เอาไปตั้งให้เดือด รอสักพักแล้วยกออก
วิธีจัด
- เอาแยมทาบนแป้ง
- พับแป้งให้สวยงาม
- หั่นกล้วยจัดบนจาน
- ราดด้วยน้ำช็อกโกแลต
- บีบ whipping cream ใส่ลงไป

Enjoy!!!
3 ความเห็น |
Foods | Tagged: Dessert, Western Foods |
ลิงค์อ้างถึง
โพสต์โดย rkcosmos
พฤศจิกายน 7, 2009
ผ่านไปแล้วกับการสอบครั้งแรก สอบกลางภาคที่ี่นี่จะว่าไปก็ไม่สำคัญเท่าไหร่ เพราะว่าไม่ได้เก็บคะแนนจริง แต่เป็นแค่คะแนนโบนัสที่ไปบวกเพิ่มให้กับคะแนนปลายภาคเท่านั้น คะแนนที่บวกให้อย่างมากคือ 1 เกรด โดยเกรดที่เป็นไปได้คือ 1 ถึง 10 เช่นถ้าสอบปลายภาคได้ 8 ถ้าใครทำกลางภาคได้ดีก็จะได้บวกเป็น 9 แต่ถ้าทำกลางภาคดีแต่สอบปลายภาคตก ผลก็คือตก คะแนนกลางภาคจะช่วยอะไรไม่ได้ บางวิชาก็ไม่มีการสอบกลางภาคเลย เล่นเอาสอบครั้งเดียวรู้เรื่องกันไปเลย
วิชาแรกที่สอบคือ Statistical field theory มีเวลาสองชั่วโมง เอาหนังสือเข้าได้ วิชานี้ตื่นเต้นสุดๆ เพราะเป็นวิชาแรก ทำไปก็รวนไป เพราะรีบจัด และไม่รู้ว่าควรเขียนละเอียดแค่ไหน มีอยู่ข้อนึงที่ดูแล้วง่ายมาก เป็นข้อที่สอง ตอนแรกคิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก ทำเอาเสียความมั่นใจไปตลอดทั้งช่วงการสอบเลย แต่สุดท้ายก็ย้อนกลับมาทำข้อนี้จนได้ ขณะที่สอบมีน้ำชามาให้ด้วย จิบไปนิดหน่อยแล้วรู้สึกว่ามึนๆ เลยหยุดดีกว่า สอบเสร็จก็ไม่ค่อยพอใจนัก เพราะโดยรวมแล้วข้อสอบไม่ยาก แต่มีข้อที่ทำไม่ได้ กลับหออย่างเซ็งๆหน่อย แถมเดินตากฝนกลับด้วย ต้องรีบกินยา เดี๋ยวสอบอีกวิชาได้ไม่ดี
มีเวลาพักหนึ่งวันแล้วก็มาถึงวิชาที่สอง Quantum field theory วิชานี้เขาว่ากันว่าข้อสอบยาก แต่วันนี้ผมสบายใจกว่าวันที่แล้วมาก เพราะผ่านครั้งแรกมาแล้ว ความกังวลลดลงไปเยอะ วิชานี้มีเวลาสองชั่วโมงเหมือนกัน แถมยังเอาหนังสือเข้าไม่ได้ด้วย ก่อนสอบเลยต้องใช้ความพยายามจำสูตรที่สำคัญเป็นพิเศษ ระหว่างสอบวิชานี้สมองโล่งกว่าคร่าวที่แล้วมาก ทำให้ทำได้อย่างมั่นใจมากยิ่งขึ้น วิชานี้ค่อนข้างพอใจ แต่ก็ต้องรอดูผลจริงอีกที
โดยภาพรวมแล้วการสอบครั้งแรกก็ผ่านไปได้ด้วยดี ผมค่อนข้างจะให้ความสำคัญกับการเริ่มต้นมาก เพราะเวลาที่เราเริ่มต้นได้ดี เราจะได้เปรียบเยอะมาก ถ้าคิดพิจารณาการลงแรงให้กับความพยายามในช่วงต่างๆ ผมคิดว่าการลงแรงกับช่วงแรกๆนี่แหละให้ผลตอบแทนเยอะที่สุด ลองคิดดูว่าถ้าเราออกแรงเยอะในช่วงแรกๆ เราจะเหมือนก้าวนำคลาสเรียนอยู่หนึ่งก้าวตลอดเวลา สภาพจิตใจในขณะเรียนก็จะสบาย สามารถคิดอะไรลึกซึ้งได้มากกว่า ผิดกับคนที่ก้าวตามอยู่หนึ่งก้าวตลอดเวลา แล้วค่อยมาวิ่งตามทีหลัง ตลอดช่วงเวลาที่ก้าวตามนั้น เขาจะมีความสงบสุขทางจิตใจได้ยาก มันจะมีความรู้สึกไม่ปลอดภัยอยู่ตลอดเวลาซึ่งทำให้สมองไม่ปลอดโปร่ง เวลาเรียนก็ต้องใช้ความพยายามมากกว่าที่จะเข้าใจ เพราะว่าพื้นฐานไม่ดีพอ
5 ความเห็น |
Education | Tagged: Exams, the Netherlands, Utrecht |
ลิงค์อ้างถึง
โพสต์โดย rkcosmos
ตุลาคม 21, 2009
ความผิดพลาดที่สำคัญในเส้นทางการปฏิบัติของผมเริ่มหลังจากที่เริ่มดูจิตได้ไม่นาน ความผิดพลาดนี้ทำให้เสียเวลาไปประมาณปีกว่า พร้อมทั้งทำให้ต้องมาเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่
เรื่องมีอยู่ว่า หลังจากที่เริ่มดูกาย ดูใจเป็น ผมก็ดูไปเรื่อยๆ ตอนนั้นรู้สึกดีมาก เพราะมีความเข้าใจเกิดขึ้นมา แต่แล้วการดูก็เริ่มเฉย + เฉื่อยลงเรื่อยๆ (ไม่รู้จะใช้คำว่าอะไรถึงจะบรรยายสภาวะได้ตรง เพราะตอนนั้นเราไม่เข้าใจสภาวะนี้) ผมก็คิดว่ามันคงเป็นธรรมดา ก็ดูต่อไปเรื่อยๆ ดูต่อไปประมาณปีกว่า ผมรู้สึกไม่แน่ใจมากขึ้น ว่าที่ดูอยู่นี้มันถูกรึเปล่า เพราะรู้สึกว่ามันไม่มีความรู้ความเข้าใจเกิดขึ้นใหม่เลย แล้วมันก็ไม่ขยันดูเหมือนแต่ก่อน บวกกับตอนนั้นกำลังจะต้องเดินทางไกล จึงตัดสินใจไปหาอาจารย์ปราโมทย์ จึงได้รู้ว่าที่ดูอยู่มันผิดมานานแล้ว จิตมันไปนิ่งอยู่ ไม่ยอมเดินปัญญามานานแล้ว เวลาดูมันก็แข็งๆ ไม่โล่ง ไม่สว่าง ตอนนี้ก็เลยต้องมาคอยดูไอ้ตัวนิ่งๆ นี่แหละ ไม่รู้เลยว่าจะเอาตัวรอดได้รึเปล่า
ผมคิดว่าลักษณะอย่างนี้คงเป็นปัญหาที่นักปฏิบัติหลายๆ คนเจอ คือเมื่อดูไปได้สักพัก จิตมันไปติดสภาวะอะไรบางอย่างอยู่นาน แล้วก็เดินปัญญาต่อไม่ได้ เสียเวลากันเป็นปีๆ เมื่อผมลองมองย้อนกลับไป ผมพบว่าโดยส่วนตัว ผมมีข้อผิดพลาดที่ไม่ควรเกิดสองอย่างคือ
- หลังจากที่ผมเริ่มดูเป็นแล้ว ผมก็ไม่ค่อยได้ฟังซีดี ไม่ค่อยทำในรูปแบบต่อ อันนี้น่าจะเป็นสาเหตุให้จิตใจขาดกำลัง
- ผมควรจะปรึกษาอาจารย์ตั้งแต่แรก ไม่น่ารอนานจนเป็นปีๆ แล้วค่อยไปถาม อันนี้ฝากไว้เป็นข้อคิดว่า ใครที่ยังมีโอกาสเข้าถึงอาจารย์ก็อย่ารอช้า อย่างผมตอนนี้อยู่ต่างประเทศจะไปถามใครก็ไม่ได้แล้ว อย่างเร็วก็ต้องรอปีหน้ากว่าจะได้กลับไปประเทศไทย ตอนอยู่ไทยก็ไม่ยอมไปถาม สมน้ำหน้าตัวเอง
Leave a Comment » |
Dhamma | Tagged: ดูจิต |
ลิงค์อ้างถึง
โพสต์โดย rkcosmos
ตุลาคม 15, 2009
ย้อนกลับไปสมัยเริ่มเรียนจากซีดีของอาจารย์ปราโมทย์ใหม่ๆ สิ่งที่ทำให้ผมมีความเชื่อมั่นในแนวทางนี้ คือการที่ได้รับประสบการณ์ตรงอย่างหนึ่งในการปฎิบัติ ประสบการณ์ที่ว่านั้นคือ การรู้ว่า “ความคิดเกิดขึ้นได้เอง”
การรู้ว่าความคิดเกิดขึ้นเองนั้นอาจฟังดูผิวเผินสำหรับบางคน แต่มันมีนัยที่สำคัญมากสำหรับผม ก่อนหน้านั้นสิ่งที่ผมคิดว่าเป็นตัวเรามากที่สุดคือความคิด คือการที่เราคิดได้ ผมรู้ว่าร่างกายต้องตาย เราควบคุมไม่ได้ อันนี้เป็นข้อเท็จจริงที่ใครๆ ก็รู้ แต่ตัวความคิดเป็นอะไรที่แนบแน่นกับความเป็นตัวเรามาก เรามักจะเชื่อเสมอว่านี่คือความคิดของเรา มันดูเหมือนจะถูกใช่มั้ยครับกับการรู้สึกว่า เวลาเราคิดจะนั่งพิมพ์งาน เราเป็นคนสร้างความคิดของนั้น แต่เมื่อได้เรียนรู้ตามแนวทางการดูจิตแล้ว สิ่งที่น่าประหลาดใจมากก็คือ การได้รู้ว่าความคิดเกิดขึ้นเองได้ อยู่ดีๆ มันก็เกิดขึ้นได้เอง และจากการสังเกตมากขึ้น ผมก็พบว่า ไม่ใช่แค่บางความคิดที่มันผุดขึ้นมาเอง มันเป็นอย่างนี้ทุกครั้งที่มีความคิด หมายความว่าอะไรล่ะ หมายความว่าที่เราเข้าใจมาตลอดว่า เวลาเราคิดนั้น เราเป็นคนคิด ความเข้าใจนี้มันผิดมาตลอด นี้เป็นเรื่องที่สุดยอดมาก ไม่เคยมีการเรียนรู้อะไรในชีวิตที่มีผลกระทบกับผมมากขนาดนี้ ผมไม่รู้จะบรรยายยังไง มันเปลี่ยนความเข้าใจในชีวิตอย่างมหาศาลครับ กับการรู้ว่าความคิดเป็นอะไรบางอย่างที่เกิดขึ้น และหายไป เป็นอิสระจากสิ่งที่เรียกว่าตัวเรา (ผมยังรู้สึกว่ามีตัวเราอยู่ แม้ว่าจะไม่รู้ว่ามันอยู่ไหนก็ตาม แต่อย่างน้อยตัวเรากับความคิดก็เริ่มแยกออกจากกันแล้ว)
สิ่งที่ตามมาจากการรู้ว่าความคิดเกิดขึ้นได้เองก็คือ การเห็นว่าสิ่งที่เราลงมือกระทำล้วนแล้วแต่ถูกบงการ คือรู้สึกเหมือนหุ่นเชิด สาเหตุที่ถูกบงการสืบเนื่องมาจากความคิด เนื่องจากความคิดเกิดขึ้นมาเอง จากที่ไหนสักแห่ง แล้วเราก็จับเอาว่านั่นเป็นความคิดของเรา แล้วเราก็ทำตาม มันหมายความว่าเรากำลังทำตามคำบงการโดยไม่รู้ตัว ถูกบงการธรรมดาไม่พอนะครับ ยังรู้ด้วยว่าสิ่งที่ผลักดันบงการนั้นเป็นธรรมฝ่ายอกุศลแทบทั้งหมด แม้แต่ในขณะลงมือทำสิ่งที่คนทั่วไปเรียกว่าความดี สิ่งที่ผลักดันให้ทำนั้นกลับเป็นความโลภบ้าง ความรักตัวเองบ้าง ความอยากดีบ้าง ฯลฯ (ประเด็นนี้ผมคิดตั้งแต่เด็กๆ ก่อนที่จะมาฝึกดูจิตว่า เราไม่เคยทำดีเลย เพราะว่าพอมองลึกลงถึงเหตุผลของการกระทำของตัวเอง ทุกครั้งจะพบว่ามันไปจบลงที่ความโลภในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ผมคิดว่าไม่มีความดีที่แท้จริง เพียงแต่ตอนนั้นอาจจะยังไม่ชัดเจน)
คุณจะรู้สึกยังไงถ้าค้นพบว่าตัวเองคือสิ่งซึ่งเป็นที่แสดงออกของความชั่วร้าย สำหรับผมมันเป็นอะไรที่บรรยายไม่ได้เลย(อีกแล้ว แล้วจะเขียนทำไมเนี่ยถ้าบรรยายไม่ได้? โอเค ผมคิดว่าทุกคนต้องสัมผัสเองครับถึงจะเข้าใจ ผมแค่เขียนเอาไว้เพื่อบอกว่าคร่าวๆ ว่ามันมีความรู้สึกอย่างนี้อยู่) แต่อย่างน้อยเราก็รู้ว่าเราถูกบงการ อย่างน้อยการรู้ว่าถูกบงการก็ยังดี ดีกว่าไม่รู้อะไรเลยแล้วทำตามคำบงการ เสร็จแล้วก็ตายไปพร้อมความไม่รู้ อาจารย์ปราโมทย์เคยสอนว่ากิเลสเป็นนักปกครองที่ฉลาดที่สุดเลย เพราะมันปกครองโดยที่เราไม่รู้ว่าถูกปกครอง อย่างน้อยตอนนี้เราก็ฉลาดพอที่จะรู้ว่าตัวเองกำลังถูกปกครอง ส่วนจะทำยังไงให้หลุดออกจากการปกครองนี้ ค่อยว่ากันอีกที
สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดคือสาเหตุที่ทำให้ผมมั่นใจมากพอที่จะอดทนอยู่ในแนวทางนี้ต่อไป แม้ว่าในบางจังหวะ การปฎิบัติจะไม่ได้ผลเอาเลยก็ตาม
Leave a Comment » |
Dhamma | Tagged: ดูจิต |
ลิงค์อ้างถึง
โพสต์โดย rkcosmos
ตุลาคม 12, 2009
หลังจากส่งการบ้านกับอาจารย์ปราโมทย์ครั้งที่แล้ว ผมก็ออกเดินทางมาเรียนต่อที่เนเธอร์แลนด์ การปฏิบัติก็ดำเนินไปเรื่อยๆ ยิ่งเห็นตัวที่มันนิ่งมากขึ้น คือเห็นชัดขึ้นว่าจิตใจมันชอบนิ่ง มีปรกติเป็นความนิ่ง เวลามีอะไรมากระทบมันก็อาจจะหลุดออกไปบ้าง แต่มันก็จะวิ่งกลับมานิ่งๆ เหมือนเดิมอย่างรวดเร็ว
ทีนี้จิตแบบนี้มันดีหรือว่าไม่ดีต่อการเรียนรู้กายใจ ถ้าพูดตามหลักการแล้ว จิตเป็นยังไงมันก็ไม่เป็นปัญหา มันไม่มีจิตที่ดีหรือจิตที่ไม่ดี มีแต่จิตที่เป็นของมันเอง แต่ถ้าถามว่าจิตที่มีปรกติเป็นความนิ่งนี้เหมาะกับการปฏิบัติมั้ย ผมคิดว่าไม่ สาเหตุหลักๆ มีอยู่สองข้อ
- การเรียนรู้ของจิตจะต้องเป็นไปตามธรรมชาติ จิตจะเรียนรู้ได้ต่อเมื่อเกิดสติขึ้นเอง ซึ่งเป็นผลจากการที่จิตเคยชินที่จะรู้ จิตที่มีความนิ่งเป็นพื้นฐานมันขี้เกียจ คือมันไม่ค่อยออกมารู้บ่อยนัก ดังนั้นจิตนิ่งๆ จึงไม่เหมาะแก่การเจริญสติ
- ถ้าจิตมันชอบอยู่แต่นิ่งๆ มันก็ไม่มีอะไรให้เรียนรู้มากนัก นี่ก็ไม่เหมาะกับการเจริญปัญญา
เมื่อสรุปได้อย่างนี้ การจะปล่อยให้มันนิ่งๆ อย่างนี้แล้วดูไปเรื่อยๆ คงไม่ใช่แนวทางที่ดีนัก ความรู้ที่ได้คงตามไม่ทันความหลงผิด โดยหลักการแล้วเราสามารถหลุดจากความนิ่งได้โดยการรู้ทันว่ามันเข้าไปนิ่ง แต่เท่าที่ผ่านมาผมก็รู้สึกได้บ้าง แต่ว่าจิตมันไม่ยอมหลุด ดูเหมือนมันจะชอบอยู่นิ่งๆ มันสบายดี มันยังไม่เคยเห็นโทษของความนิ่ง ใครรู้ว่าอะไรคือโทษของความนิ่ง ช่วยบอกหน่อยนะครับ (โทษในมุมมองของจิตนะครับ เช่นเวลาเรารู้สึกโลภ จิตจะถูกผลักดัน ทำให้มีความทุกข์ที่สัมผัสได้ แต่เวลาจิตมันนิ่งนี้ ผมยังดูไม่ออกว่าอะไรคือโทษของความนิ่ง ไม่นับเหตุผลที่ว่าความนิ่งไม่เหมาะกับการเจริญสตินะครับ เพราะนั่นมันเป็นเหตุผลของสมอง ไม่ใช่เหตุผลของจิต)
ด้วยเหตุที่ว่ามานี้ ผมก็เลยคิดว่าต้องอาศัยอุบายเข้ามาช่วยหน่อย อุบายที่จะในช่วงนี้คือ การเร้าความรู้ตัวขึ้นมาให้มากขึ้น บางครั้งอาจต้องจงใจทำให้มันหลุดออกจากความนิ่ง อาจต้องใช้สภาพแวดล้อมช่วย ตอนนี้ยังไม่แน่ใจเหมือนกันว่าสภาพแวดล้อมแบบไหนจะเหมาะ คงต้องลองสังเกตดูอีกที
5 ความเห็น |
Dhamma | Tagged: ดูจิต |
ลิงค์อ้างถึง
โพสต์โดย rkcosmos
กันยายน 20, 2009
ตอนนี้ผมมาถึงเนเธอร์แลนด์เป็นเวลาเกือบสามอาทิตย์แล้ว อาทิตย์แรกเป็นปฐมนิเทศซะส่วนใหญ่ กรอกเอกสารบ้าง เที่ยวในมหาลัยบ้าง เที่ยวในเมืองบ้าง ผมดูเหมือนจะเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี เมื่ออาทิตย์แรกผ่านไปก็ไม่รู้สึกว่าอยู่ในสถานที่แปลกอีกต่อไป
พอมาถึงอาทิตย์แรกที่เริ่มเรียน ตอนนี้เริ่มเข้าบรรยากาศการศึกษา วิชาแรกเป็น Statistical Field Theory มีการบ้านเต็มเลย แถมยากด้วย ตอนแรกทำไม่ได้เลย ต่อมาตามด้วย Quantum Field Theory และ General Relativity ทุกวิชามีการบ้านเยอะและยาก อัตราส่วนการทำโจทย์ต่อการนั่งฟังเลกเชอร์อยู่ที่อย่างต่ำ 10:1 คือที่นี้เค้าเน้นในแก้ปัญหาเองซะส่วนใหญ่ เพื่อนๆก็มีทั้งน่าจะเก่งและไม่เก่ง ดีที่ที่นี้เค้าตัดเกรดอิงเกณฑ์ ดังนั้นจึงไม่มีการแข่งขันกันระหว่างนักเรียน ทุกคนต้องสู้กับการบ้านและข้อสอบมหาโหด เท่าที่คุยกับนักเรียนไม่ใช่คนท้องถิ่น ทุกคนรู้สึกว่าการเรียนที่นี้หนักมาก คำถามทั่วไปคือ เราจะไปกันรอดมั้ย อาจารย์ก็ขู่ว่าสถิติของการสอบตกในการสอบครั้งแรกอยู่ที่ 40% แล้วข้อสอบก็ยากและมีเวลาจำกัด ขนาดการบ้านซึ่งให้เวลาคิดนานยังจะทำกันไม่ค่อยได้เลย แล้วเวลาไปสอบจะไปทำได้ไง อย่างไรก็ตามช่วงท้ายอาทิตย์แรกตอนที่ผมเริ่มทำการบ้านเสร็จเป็นส่วนใหญ่ ผมเริ่มรู้สึกว่าสบายมากขึ้น ดูเหมือนทุกอย่างจะเริ่มเข้าที่เข้าทาง
แต่นั้นมันแค่อาทิตย์แรก ปรากฎว่าการเรียนในอาทิตย์ที่สองยากกว่าเดิมมากครับ การบ้านก็ยากขึ้นด้วย อะไรจะขนาดนั้น เราก็ต้องพยายามปรับตัวให้เข้ากับมาตรฐานที่นี้ไปตามระเบียบ ลืมบอกไปว่าการบ้านส่วนใหญ่นั้นไม่ต้องส่ง แต่ต้องทำอยู่ดีเพราะถ้าไม่ทำก็ทำข้อสอบไม่ได้แน่ และเราก็ไม่อยากที่จะเก็บโจทย์เหล่านี้ไว้นาน เพราะเดี๋ยวจะไม่ทันเวลาสอบ แค่ทำอาทิตย์ต่ออาทิตย์ยังจะตายแล้วเลย แล้วจะไปอัดเอาก่อนสอบได้ไง ตอนนี้ผมทำการบ้านในส่วนที่ต้องส่งเสร็จเป็นส่วนใหญ่ สำหรับส่วนที่ไม่ต้องส่งยังเหลืออีกเยอะ ในการทำการบ้านนี้ ถ้าผมทำคนเดียวต้องลำบากแน่ๆ เพราะบางทีเราติดปัญหานิดหน่อยก็ทำต่อไม่ได้เลย โชคดีที่ผมพอมีเพื่อนที่คุยกันได้ แล้วเค้าก็เก่งด้วย เลยพอช่วยกันได้บ้าง… ความจริงคือเค้าพอช่วยผมได้บ้าง 555 การช่วยเขี่ยเส้นผมที่บังภูเขาอยู่นี้ทำให้ผมทำการบ้านที่ต้องส่งเสร็จภายในเวลาไม่มากนัก
ตอนนี้ปัญหาที่สำคัญอันนึงคือเรื่องภาษาอังกฤษ ดูเหมือนว่าภาษาอังกฤษของผมจะไม่พัฒนาเท่าที่ควร ตอนนี้ผมสามารถคุยกับบางคนได้ มันขึ้นอยู่กับสำเนียงอ่ะนะ แต่ส่วนมากถ้าฝรั่งคุยกันเอง ผมจะฟังไม่รู้เรื่อง แย่จริงๆ นั้นทำให้เวลาอยู่รวมกันหลายๆคน ผมก็จะเริ่มมีอาการพูดไม่ออก เพราะนอกจากจะมีปรกติเป็นคนพูดน้อยในที่ชุมชนแล้ว ตอนนี้ยังไม่รู้เรื่องว่าคนอื่นเค้าพูดอะไรด้วย ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปเดี๋ยวคนอื่นก็หาว่าเราหยิ่งอีกแน่เลย ทำไงดีเนี่ย
6 ความเห็น |
Education, Life | Tagged: the Netherlands, Utrecht |
ลิงค์อ้างถึง
โพสต์โดย rkcosmos
กันยายน 3, 2009

น้ำพริกมะเขือเทศ
อันนี้หัดทำก่อนไปเรียนต่อไม่กี่วันเพราะเห็นว่าน่าจะเป็นอะไรที่ทำได้ง่าย และให้ความรู้สึกเป็นไทยๆ ดี
วัตถุดิบ
- มะเขือเทศ
- หอมแดง
- กระเทียม
- พริกหนุ่ม
- เกลือ

ส่วนประกอบ
วิธีทำ
- เอามะเขือเทศไปอบให้สุก
- ปอกเปลือกมะเขือเทศออก
- บี้ให้เละ
- สับกระเทียม หอมแดง และพริกหนุ่ม (ถ้าไม่ชอบเผ็ดก็เอาเม็ดออก) โรยเกลือ
- คั่วกระเทียม หอมแดง และพริกหนุ่มรวมกัน
- เอาไปรวมกับมะเขือเทศ
- เอาไปปั่นหรือตำให้เละๆ หน่อย

หลังจากคั่วแล้วเป็นอย่างนี้
2 ความเห็น |
Foods | Tagged: Eastern Foods, Tomato |
ลิงค์อ้างถึง
โพสต์โดย rkcosmos
สิงหาคม 27, 2009
วันนี้ตื่นตีสามเพื่อเดินทางไปส่งการบ้านกับอาจารย์ปราโมทย์ ผมหัดมีสติตามแนวทางที่ท่านสอนมาเกือบสองปี โดยส่วนมากอาศัยการฟังซีดีที่ท่านเทศน์ที่สวนสันติธรรมเป็นหลัก อ่านจากหนังสือบ้างนิดหน่อย การปฏิบัติที่ผ่านมาของผมมีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างบ่อย ดังนั้นจึงไม่มีสภาวะอะไรที่นานพอจะไปปรึกษาอาจารย์ได้ แต่ตอนนี้ผมกำลังจะไปต่างประเทศ บวกกับช่วงหลังๆนี้มีประเด็นที่ไม่แน่ใจในการปฎิบัติของตัวเอง จึงตัดสินใจไปส่งการบ้านดูสักครั้ง
พอไปถึง ช่วงแรกหลวงพ่อเทศน์ในเชิงทฤษฎีให้กลุ่มจิตตปัญญาศึกษาฟัง ผมค่อนข้างอึดอัดใจ เพราะรู้สึกว่ามันไม่ได้น้ำได้เนื้อสักเท่าไหร่ พอช่วงที่สอง หลวงพ่อเปิดโอกาสให้ถาม คราวนี้สนุกล่ะ ต้องยกหมายเลขประจำตัวให้เร็วหน่อย แล้วหลวงพ่อจะดูแล้วเรียกให้พูดได้ ผมนั่งอยู่ตรงนั้นค่อนข้างเครียด ทั้งกลัวไม่ได้ถาม ทั้งนอนน้อย ทั้งตื่นเต้น ทั้งมีคนเยอะมากซึ่งปรกติผมจะสู้คนเยอะๆไม่ค่อยได้ รู้สึกมึนหัวไปหมด สภาวะตอนที่ได้ส่งการบ้านก็เลยมึนๆ ไปด้วย ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามีผลต่อการตรวจการบ้านมากแค่ไหน ต่อไปนี้เป็นใจความบทสนทนาเท่าที่ผมจำได้นะครับ
ผม: นมัสการครับหลวงพ่อ ผมหัดดูจิตตามซีวีของหลวงพ่อมาเกือบสองปีแล้ว วันนี้ขอโอกาสส่งการบ้านเป็นครั้งแรก
หลวงพ่อ: ไปเห็นอะไรมาบ้างละ
ผม: ตอนช่วงแรกที่ปฏิบัติ พอมีสติที มันจะรู้สึกสว่าง ร่างกายก็พลอยตื่นตามไปด้วย ผมเห็นความคิดเกิดขึ้นได้เอง เห็นว่ามันเพ่งได้เอง มันกดได้เอง นอกจากนั้นยังมีแนวโน้มระยะยาวที่สังเกตได้คือรู้สึกว่า เวลารู้มันจะรู้สึกเฉยๆลงเรื่อยๆ มันเหมือนรู้ไปงั้นๆเอง รู้เรื่อยๆ ไม่สว่างเหมือนก่อน
หลวงพ่อ: มันเฉื่อยไป จิตมันไปล็อคตัวเองไว้ เพ่งไว้ กดเอาไว้ ถ้าเป็นอย่างนี้ดูไปแล้วจะไม่ได้อะไร ตอนแรกที่มันดีเพราะว่ามันยังไม่เคยปฏิบัติ มันเป็นธรรมชาติ พอผ่านมาสักพัก มันคอยอยากจะรู้ตัวอยู่ตลอด มันเลยไปดักไว้ก่อนบ้าง ไปจ้องไว้บ้าง มันก็เลยแข็งๆ รู้สึกบ้างไหม
ผม: ครับ รู้สึกเหมือนมันนิ่งยืนพื้นอยู่
หลวงพ่อ: มันนิ่งไป เดี๋ยวหลวงพ่อทำหน้าให้ดู (แล้วหลวงพ่อก็ทำหน้านิ่งแบบที่ผมชอบทำ แม่ซึ่งไปด้วยกันมาบอกที่หลังว่า ใช่เลย! หลวงพ่อทำเหมือนมาก)
ผม: (หัวเราะ)
หลวงพ่อ: เนื่ยมันคลายกว่าก่อนล่ะ มันสว่างขึ้นหน่อยแล้ว อย่าปล่อยให้เป็นอย่างนี้นะ มันนิ่งนานเกินไปแล้ว นิ่งอย่างนี้ไม่ได้
ระหว่างนั่งรถกลับบ้าน ผมก็ดูไปเรื่อยๆ ก็เห็นว่ามันแข็งๆจริง พอนั่งคุยกับแม่ไปเรื่อยๆ อยู่ดีๆ มันก็คลายออกเอง ผมก็รู้ว่ามันคลายออก มันสว่างขึ้นนิดหน่อย นั่งเงียบๆไปสักพัก มันก็ไปนิ่งเหมือนเดิม จนกลับถึงบ้าน ผ่อนคลายจากการเดินทาง ก็เห็นว่ามันคลายลงอีก คราวนี้นานหน่อย แต่อย่างไรซะ เวลารู้ตัวเรื่องอื่น เช่นรู้ว่าคิด มันก็ยังไม่รู้สึกถึงความสว่างที่แตกต่างจากเดิมมากนัก ประเด็นนี้ผมคิดว่าเป็นธรรมชาติของมันเอง ที่ตอนรู้ตัวครั้งแรกๆ มันจะรู้สึกถึงความแตกต่างมาก พอต่อมามันเริ่มเคยชิน ถ้ารู้ตัว ณ ขณะที่จิตเป็นกุศลอยู่แล้ว มันก็ไม่น่าจะรู้สึกถึงความแตกต่างมาก เท่ากับตอนที่จิตมันการเปลี่ยนจากอกุศลเป็นกุศล ผมมานั่งคิดๆ ดูแล้วเห็นว่า อาการที่รู้แบบทื่อๆที่ผมมักจะเป็นนั้น น่าจะเกิดจากการที่สติเกิดคู่กับมิจฉาสมาธิ เพราะว่ามันมีความรู้ตัว (สติ) จริง แต่จิตไม่มีกำลังพอที่จะเห็นความจริง มันติดอยู่กับสภาวะนิ่งๆ
ป.ล. ความจริงอยากรายงานให้ละเอียดกว่านี้ แต่เห็นว่าเรื่องบางอย่าง มันผ่านมาแล้ว และมีคนอื่นรออยู่มาก จึงรายงานแบบรวมรัดตัดตอน
ป.ล.2 แม้ในขณะที่เขียนบันทึกนี้ พอหัดไปดูตัวเองเท่านั้น มันก็เริ่มจะลงไปนิ่งอีก
Leave a Comment » |
Dhamma | Tagged: ดูจิต, หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช |
ลิงค์อ้างถึง
โพสต์โดย rkcosmos