Feeds:
เรื่อง
ความเห็น
  • ไม่อายหมา

ปีนี้ผมบริจาคเงินหนึ่งแสนบาท

เกิดเป็นมนุษย์น่าจะทำได้ดีกว่าใช้เงินเสพสุขไปไม่มีที่สิ้นสุด

หลายคนอาจอยากถามว่าบริจาคทำไม? มีเรื่องอะไรเป็นพิเศษรึเปล่า?

คำตอบสั้นๆของผมคือ ไม่มีอะไร ก็เงินมันเหลือ

แล้วทำไมเงินถึงเหลือ?

ผมอยากชวนให้คิดกันดูว่า ชีวิตความเป็นอยู่ของเราในปัจจุบันมันดีกว่าคนเมื่อสัก 50 ปีก่อนแค่ไหน หรือถ้าเทียบกับคนเมื่อสักหลายร้อยปีก่อน ชีวิตชนชั้นกลางคงสะดวกสบายพอๆ กับเจ้าผู้ครองแคว้น หรือเอาง่ายๆนะ ผมว่าชีวิตผมสะดวกสบายกว่าพ่อแม่มหาศาลเลยนะ แต่ดูเหมือนว่าคนรุ่นเรา(และรุ่นอื่นๆด้วย) ไม่เคยมีใครรู้สึกพอกันเลยนะ พอมีของอะไรใหม่ๆ เราก็เอาใจไปจดจ่อ อยากได้ๆ หรือเวลาไปเห็นของคนอื่นที่ดีกว่าแพงกว่า เราก็อยากได้ๆ คิดดูนะ ขนาดหมาที่อิ่มท้องแล้วมันยังไม่วิ่งไล่หาเนื้อเลย แล้วคนที่มีทรัพยากรเยอะแยะแล้วยังวิ่งเอาของดีของใหม่เข้าตัวเองตลอดเวลาน่ะ มันไม่รู้สึกอายหมาบ้างหรอ

ความจริงผมไม่อยากให้คิดว่าการบริจาคเงินเป็นเรื่องวิเศษวิโสอะไร อยากให้มันเป็นเรื่องธรรมดา มันก็แค่เราใช้ชีวิตแบบไม่ให้อายหมา พอก็คือพอ ทำดีเท่าหมาเนี่ยแหละ เสร็จแล้วเงินมันเหลือเอง เพราะธรรมชาติของคนมันหัวดีกว่าหมา มันทำประโยชน์ได้มากกว่าหมา มันก็เลยมีทรัพยากรเหลือมากกว่าหมา มีของเหลือแล้วก็เอามาช่วยคนอื่นที่เขาขาดแคลน “เป็นการเสียสละประโยชน์ส่วนน้อย(คือการบริโภคส่วนเกินของเราเอง) เพื่อประโยชน์ที่ใหญ่กว่า” นี่คือความหมายของคำว่าบริจาค แค่นั้นเอง! ความสำคัญของเรื่องนี้มันไม่ได้อยู่ที่ปริมาณเงินที่บริจาค ความสำคัญอยู่ที่วิธีการใช้ชีวิตที่ไม่กอบโกยเข้าตัวเองมากเกินไป ทรัพยากรจึงเหลือกินเหลือใช้ แล้วค่อยเอามาแบ่งให้คนอื่นตามกำลังที่ตนมี

สำหรับคนที่อยากรู้ เงินหนึ่งแสนบาทที่ผมบริจาคแบ่งไปตามที่ต่างๆ ดังนี้

  1. บริจาคซื้อหนังสือสำหรับเด็กเอาไว้ตามโรงพยาบาล มูลนิธิเด็ก 15000 บาท
  2. สื่อธรรมะ สวนสันติธรรม 10000 บาท
  3. กฐินสร้างอุโบสถ สวนสันติธรรม 20000 บาท
  4. กฐินวัดหลวงตามหาบัว 5000 บาท
  5. งานบวชตัวเอง 5000 บาท
  6. ค่าอาหารสำหรับผู้ปฏิบัติธรรม วัดพระธาตุผาแก้ว 10000 บาท
  7. ช่วยพระอาพาธ วัดพระธาตุผาแก้ว 10000 บาท
  8. มูลนิธิชัยพัฒนา 10000 บาท
  9. ช่วยน้ำท่วม มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย 5000 บาท
  10. ช่วยน้ำท่วม กองงานสมเด็จพระเทพฯ 5000 บาท
  11. ซื้อหนังสือเข้าวัด วัดอาษาสงคราม (วัดที่จะไปบวช) 5000 บาท

หมายเหตุ: ถึงวันนี้ (20 ตุลาคม 2554) เงินทั้งหมดได้โอนไปหมดแล้วเหลือแต่หนังสือที่รอขนไปวัด

  • ไม่อายคน

ผมจะปฏิวัติระบบการศึกษาไทย

เกิดเป็นมนุษย์น่าจะทำได้ดีกว่าผลาญเวลาเล่นไปวันๆ

เรื่องนี้มันสืบเนื่องมาจากสองเหตุการณ์ที่เกิดในเวลาใกล้ๆกัน เรื่องแรกเกิดจากความตั้งใจบริจาคเงินข้างต้นครับ คือตอนแรกผมแค่คิดว่าจะเอาเงินไปบริจาค แต่คิดไม่ออกว่าจะเอาไปที่ไหนดี ก็เลยไปถามพี่ไป๋(พี่ชาย) เพราะเค้าเคยทำงานเกี่ยวข้องกับการรวมรวบสถานที่รับบริจาค ปรากฎว่าพี่ไป๋ก็เสนอว่าไหนๆก็จะบริจาคแล้ว ทำไมไม่บริจาคอย่างอื่นที่ไม่ใช่เงินบ้าง เช่นบริจาคเวลาและความรู้ แล้วก็เปิด Ted Talk ตอนที่เกี่ยวกับ Khan Academy ขึ้นมาให้ดู มันเป็นเรื่องของการสอนหนังสือผ่าน internet ครับ ซึ่งเป็นความคิดที่ผมเคยคิดจะทำเมื่อนานมาแล้ว แต่ติดปัญหาทางด้านเทคนิค หลายปีผ่านไปจากวันที่คิดครั้งแรกเมื่อตอนป.ตรี ตอนนี้เทคโนโลยีเราดีขึ้น ถูกขึ้น ทำให้แนวความคิดเดิมดูจะเป็นจริงง่ายขึ้น

เรื่องที่สองเกิดจากการคุยกับพี่ไป๋อีกเช่นกัน คือพี่ไป๋เนี่ยเค้าทำงานด้านสังคม คนทำงานด้านสังคมส่วนมาก(เกือบทั้งหมด) ก็มักจะจบมาทางสายสังคม ทำให้มีพื้นฐานความคิด และกระบวนการทำงานออกมาในรูปแบบเดิมๆ ซึ่งผมเห็นว่าการทำงานเพื่อสังคมมันน่าจะดีกว่านี้ได้นะ ความจริงประเทศไทยเรามีค่านิยมที่ดีเกี่ยวกับการทำเพื่อสังคมพอสมควรนะครับ อย่างเช่นมีค่ายอาสาพัฒนา อาสาสมัครปลูกป่า แพ็คของ ก่อกระสอบทราย ฯลฯ ของพวกนี้ผมเห็นว่าดีนะครับ แต่ผมไม่เคย appreciate กับกิจกรรมพวกนี้เลย สาเหตุที่ไม่ appreciate ก็เพราะว่า ผมคิดว่าเรากำลังใช้ทรัพยากรบุคคลไปอย่างไร้ประสิทธิภาพครับ เราไม่ได้ดึงเอาศักยภาพของคนออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผมไม่เข้าใจว่าทำไมนักฟิสิกส์คนหนึ่งที่เรียนมาตั้งเยอะเนี่ย อยากจะทำอะไรที่มันมีประโยชน์ สิ่งที่ทำได้คือใช้แรงงานครับ ผมไม่ได้ดูถูกการใช้แรงงานนะครับ อย่าเข้าใจผิด ผมแค่คิดว่าเราไม่มีงานที่รองรับความสามารถจำนวนมากของคนไทย ทำให้ศักยภาพของคนพวกนี้ไม่ถูกใช้อย่างเต็มที่เพื่อประโยชน์ของสังคม ผมก็เลยเสนอว่าเราน่าจะลองดึงเอาความรู้ความสามารถของคนสายวิทยาศาสตร์มาทำงานด้านสังคมนะ ผมได้สนับสนุนให้เกิดความร่วมมือระหว่างคนสองกลุ่มคือคนสายสังคมและคนสายวิทย์ โดยให้แต่ละฝ่ายทำงานในส่วนที่ตนถนัด เพื่อเติมเต็มความสามารถที่อีกฝ่ายไม่มี ผลจากการประชุมร่วมหลายครั้งนำไปสู่โครงการด้านการศึกษาครับ ซึ่งโครงการนี้ก็สัมพันธ์กับเหตุการณ์แรกเรื่อง Khan Academy นั่นเอง แต่เราจะปรับเปลี่ยน เพิ่มเติมแนวทางให้เหมาะกับสังคมไทยมากขึ้น

แล้วโครงการนี้มันเกี่ยวกับการปฏิวัติการศึกษายังไง

ก่อนอื่นขอเล่านิดนึงว่า ครอบครัวผมมีแนวความคิดเรื่องการพัฒนาสังคม ผมเองก็คิดเรื่องนี้มานานพอควร ผมคิดว่าหลายๆ คนที่คิดเรื่องนี้คงเห็นเหมือนกันว่า สังคมไทยต้องการการปฏิวัติครับ ปฏิวัติในที่นี้แปลว่าการเปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิงครับ ที่ผ่านมาสังคมไทย “พยายาม” ปฏิวัติสังคมด้วยวิธีการแข่งกันยึดอำนาจรัฐ ในมุมมองของผม ประเทศไทยไม่เคยมีการปฏิวัติที่สำเร็จครับ เพราะอำนาจรัฐไม่ใช่สังคม เราแค่คิดเอาเองว่าเปลี่ยนอำนาจรัฐแล้วจะเปลี่ยนสังคมได้ สิ่งที่เราเห็นคือมันไม่เคยสำเร็จครับ ณ วันนี้ผมจึงคิดว่า ถ้าเราคิดจะพัฒนาสังคมจริง เราต้องเปลี่ยนวิธีการครับ โยนการเมืองทิ้งไป เรามาเริ่มต้นกันใหม่ เริ่มต้นจากต้นตอ ดูซิว่าสังคมคืออะไร คำตอบของผมคือ “สังคม=คน” ครับ สังคมไม่ได้เท่ากับอำนาจรัฐ เพียงแต่ว่าอำนาจรัฐมันมีศักยภาพที่จะเปลี่ยนแปลงคนได้ง่าย แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าอำนาจรัฐเป็นหนทางเดียวที่จะปฏิวัติสังคมครับ หนทางที่ผมเสนอคือ เลิกหวังพึ่งอำนาจรัฐครับ เลิกบ่นด่าเรื่องการเมือง เลิกหวังว่าวันหนึ่งเราจะได้คนดีมาปกครองประเทศแล้วเค้าคนนั้นแค่คนเดียวจะทำให้ประเทศเจริญ ผมเสนอให้ทุกคนลงมือปฏิวัติสังคมด้วยตนเอง ด้วยศักยภาพและความชำนาญของตัวเอง เริ่มจากตัวเองจนมาถึงสังคมรอบข้าง และด้วยวิธีการที่ฉลาดพอ ประชาชนธรรมดาๆ ที่มีความตั้งใจจริง อาจจะมีอำนาจในการเปลี่ยนแปลงประเทศมากกว่าคนที่ครองอำนาจรัฐก็ได้ ด้วยแนวคิดนี้ผนวกกับการผสานกำลังระหว่างบุคลากรสายสังคมและบุคลากรสายวิทยาศาสตร์ ผมเชื่อว่าเราจะสามารถปฏิวัติระบบการศึกษาไทยได้ครับ

อ้อ ที่อยากจะบอกอีกอย่างก็คือ ความจริงคนเรามีเวลาไม่น้อยนะครับ แต่เราผลาญเวลาเล่นกันไปมาก ประสบการณ์ส่วนตัวที่ไปอยู่คนเดียวต่างประเทศ ผมพบว่าถ้าเราไม่เอาเวลาไปผลาญกับเรื่องไร้สาระ เราจะมีเวลาเหลือจำนวนมาก อย่างผมนี่นะ เรียนหนังสือก็หนักนะ แต่ก็ยังพบว่ามีเวลาเหลือพอควรเลยทีเดียว ผมว่ามากพอที่จะปฏิวัติระบบการศึกษาไทยก็แล้วกัน

  • ไม่อายเทวดา

ผมจะเดินไปสู่ความพ้นทุกข์

เกิดเป็นมนุษย์น่าจะทำได้ดีกว่าวิ่งหาความสุข วิ่งหนีความทุกข์ไปวันๆ

ลองดูดีๆ จะพบว่าสิ่งที่เราทำๆ กันทุกวันมีอยู่แค่นี้เองครับ วิ่งหาความสุขและวิ่งหนีความทุกข์ แม้แต่การทำงานช่วยเหลือสังคม ช่วยเหลือคนอื่นก็เป็นการหาความสุขในรูปแบบที่ละเอียด ปราณีตขึ้นมาเท่านั้นเอง คำถามคือ แล้วถ้าไม่ทำอย่างนี้ แล้วจะให้ทำอย่างไร

สั้นๆ คือผมกำลังจะไปบวชครับ

เรื่องยาวๆ มันมีอยู่ว่า ผมศึกษาวิธีการปฏิบัติธรรมมาหลายปี พร้อมทั้งลงมือทดลองด้วยตนเอง ถึงวันนี้ผมพอจะเข้าใจแล้วว่า ทำไมพระพุทธเจ้าถึงสอนเรื่องไตรลักษณ์ และเห็นทิศทางด้วยว่าปฏิบัติอย่างไรจึงไปถึงนิพพาน ทำอย่างไรจึงพ้นจากวังวนวิ่งหาสุขวิ่งหนีทุกข์นี้ไปได้ จะเหลือก็แต่ไม่รู้ว่าระยะทางมันไกลแค่ไหน แต่มีความมั่นใจสูงว่าถ้าเดินไปในทิศทางนี้ยังไงก็ต้องถึง และขาดความทุ่มเทที่จะเดินไปเท่านั้นเอง ตอนที่อยู่ต่างประเทศผมย้อนคิดดูว่า เราใช้เวลากับการศึกษาเรื่องทางโลกมหาศาลเลยนะ มากจริงๆ เรียกว่าตั้งแต่เกิดมาเราก็มีการเรียนทางโลกเป็นงานหลักตลอดเวลา การภาวนานั้นจะทำควบคู่ไปกับงานทางโลกก็พอได้อยู่ แต่ผมคิดว่ากำลังของตัวเองยังไม่กล้าแข็งพอ จึงอยากอุทิศเวลาให้การศึกษาทางธรรมเป็นหลักบ้าง ตอนแรกผมวางแผนว่าจะหยุดเรียนหลังปริญญาโทสักหนึ่งปี เพื่อกลับมาไทยและมาบวชสักสามเดือนหกเดือน ถ้าคิดเป็นสัดส่วนแล้วก็ยังถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับเวลาเรียนทางโลกหลายสิบปี สิ่งที่ยากมันอยู่ที่การเว้นวรรค เพราะความรู้ทางโลกมันลืมเร็ว ถ้าหยุดเรียนไปแล้วจะไปสมัครเรียนต่อก็จะยากขึ้น แต่ยังไงผมก็ตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะกลับมาบวช ปรากฎว่า ตอนนั้นเป็นช่วงที่ทำวิจัยกับอาจารย์ที่ปรึกษาอยู่ ผมรู้ว่าอาจารย์ที่ปรึกษาสองคนของผมมีตำแหน่ง(พร้อมเงิน) สำหรับปริญญาเอกว่างอยู่หนึ่งตำแหน่ง ปรากฎว่าอาจารย์ถามผมและเพื่อนอีกสองคนว่าสนใจจะเอาตำแหน่งนี้มั้ย สถานการณ์ตอนนั้นถ้าผมตัดสินใจเอาก็มีโอกาสได้งานสูงมากถึงมากที่สุด แต่ผมปฏิเสธไปด้วยเหตุผลว่าต้องการพักการเรียนสักหนึ่งปี ผมกะเอาว่ากลับมาบวชแล้วเดี๋ยวค่อยไปหาสมัครที่อื่นทีหลังก็ได้ แม้ว่าจะรู้สึกเสียดายโอกาสง่ายๆที่ชีวิตผมไม่ค่อยมีก็ตาม เวลาผ่านไปหลายเดือนจนกระทั่งทำวิจัยเสร็จ อาจารย์ที่ปรึกษาสองคนตัดสินใจเสนอตำแหน่งปริญญาเอกสำหรับผม ด้วยการรวมเงินจากโปรเจคต่างๆ มาเป็นทุนสำหรับจ้างนักศึกษาได้หนึ่งตำแหน่ง พร้อมทั้งเสนอว่าให้หยุดเรียนไปก่อนได้ประมาณครึ่งปี ผมยอมรับข้อเสนอนี้ นี่ก็เลยเป็นเหตุให้ผมได้กลับไทยและกำลังจะบวชในวันที่ 23 ตุลาคมนี้ที่วัดอาษาสงคราม อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ และจะย้ายไปภาวนาที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรมในวันที่ 27 ตุลาคม จนถึงต้นปีหน้า จากนั้นค่อยเดินทางกลับไปเรียนปริญญาเอกต่อครับ

หลังจากช่วงเวลาที่ยากลำบากและยาวนานเป็นเวลาสองปี ในที่สุดผมก็จบการศึกษาระดับปริญญาโทในสาขาวิชาฟิสิกส์ทฤษฎี มหาวิทยาลัย Utrecht ประเทศเนเธอร์แลนด์ พร้อมทั้งเกียรตินิยม (Cum Laude) และเกรดเฉลี่ย GPA: 4.00

รายวิชาที่เรียน, รายละเอียดพร้อมทั้งสถิติของคะแนน (เต็ม 10) มีดังนี้

ปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1

  • Quantum Field Theory: เป็น quantum field ขั้นพื้นฐานที่สุด ใช้หนังสือ http://www.amazon.com/Quantum-Field-Theory-Nutshell-Zee/dp/0691010196 วิชานี้สอนโดย Renate Loll  เรามีแบบฝึกหัดจำนวนมหาศาลที่ต้องทำส่งภายในเวลาที่กำหนด แต่มันเป็นสิ่งที่ช่วยได้มากในการเรียนวิชานี้ แบบฝึกหัดที่เป็นระบบและสอดคล้องกับบทเรียนเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้วิชานี้เป็นวิชาที่ดีที่สุดวิชาหนึ่งที่ผมเคยเรียนมา ผลคะแนน 9 สถิติ QFT
  • Statistical Field Theory: คล้ายๆกับวิชาแรก แต่เน้นหนักไปทาง condensed matter มากกว่า เราใช้หนังสือ  http://www.amazon.com/Ultracold-Quantum-Theoretical-Mathematical-Physics/dp/1402087624 ผลคะแนน 8.5 สถิติ SFT
  • General Relativity: วิชานี้สอนตามสไตล์อาจารย์ ไม่ตามหนังสือเล่มใดเล่มหนึ่ง การสอนวิชานี้ไม่ค่อยดี แต่โชคดีที่ผมมีพื้นฐานของวิชานี้ดีเพราะเคยเรียนเนื้อหาขั้นพื้นฐานตอนปริญญาตรี ผลคะแนน 9 ไม่มีสถิติ (อาจารย์ทำงาน part-time และออกแนวศิลปิน คือไม่ค่อยสนใจระบบสักเท่าไหร่)

ปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2

  • Field theory in Particle Physics: วิชานี้โหดมาก เป็นเหมือน Quantum field ขั้นสูงที่เน้นไปทางฟิสิกส์พลังงานสูง มีเนื้อหาเป็นพวก Higgs mechanism, Standard model แถมยังเน้นการคำนวณที่ซับซ้อนด้วย เอกสารที่ใช้เป็น lecture note ที่อาจารย์ทำเองแต่มันหนามาก คาดว่าจะเอาไปพิมพ์เป็นหนังสือในอนาคต ผลคะแนน 9.5 (รู้สึกผิดเล็กน้อยที่ได้คะแนนสูง แต่ลืมเนื้อหาเร็วมาก เพราะใช้พลังงานไปกับการคำนวณที่ซับซ้อนมากเกินไป) สถิติ FTPP
  • Field theory in Condensed Matter: อันนี้เรียนกับอาจารย์สามคน เนื้อหาเป็นเรื่องที่สัมพันธ์กับงานวิจัยที่อาจารย์แต่ละคนกำลังทำอยู่ วัดผลด้วยการจับกลุ่มเสนอผลงาน กลุ่มของผมมีสามคน ทำเรื่องเกี่ยวกับ Quantum Hall Effect และ Anyons ผลคะแนน ผ่าน
  • Cosmology: วิชานี้อย่างเรียนตั้งแต่เด็กๆ แต่อาจารย์ที่นี่สอนไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ใช้เอกสารของตัวเอง ผลคะแนน 8.5 สถิติ Cosmology
  • String Theory: อันนี้เป็นทฤษฎีสตริงขั้นพื้นฐาน ถ้าอยากทำวิจัยทางด้านนี้คงต้องศึกษาอีกมาก แต่ก็สนุกดี จำได้ว่าผมเขียนพิสูจน์ critical dimension ของ Bosonic string ความยาวประมาณ 5 หน้า เพื่อให้ได้ตัวเลข 26 แค่ตัวเดียว ผลคะแนน 8 สถิติ String

ปีที่ 2 ภาคเรียนทีี่ 1

  • Student Seminar: Theoretical Physics: วิชาสัมมนาที่นี่ค่อนข้างจริงจัง เป็นเหมือนการปูพื้นฐานสู่การวิจัย ในแต่ละปีจะมีการเปลี่ยนหัวข้อใหญ่ที่ใช่ในการสัมมนาไปเรื่อยๆ สำหรับปีที่ผมเรียน เราเน้นทาง Integrable Systems ซึ่งผมไม่ค่อยสนใจ เริ่มแรกอาจารย์ก็มาสอนปูพื้นฐานก่อน จากนั้นนักเรียนก็ผลัดกันพูดสัมมนาสั้นๆ เกี่ยวกับเรื่องที่อาจารย์สอน (คนละ 15 นาที) จากนั้นอาจารย์ก็สอนอีกนิดหน่อยแล้วก็ให้นักเรียนแต่ละคนพูดสัมมนายาว (45 นาที) พร้อมทั้งส่ง short paper เนื้อหาของสัมมนายาวเป็นเนื้อหาที่ค่อนข้างก้าวหน้าไปจากที่อาจารย์สอนมากสักหน่อย เรียกได้ว่าเค้าต้องการให้เด็กไปอ่านเอง สรุปเองจริงๆ ผลคะแนน ผ่าน
  • เริ่มต้นทำ thesis: ผมเลือกนานมากว่าจะทำงานด้านฟิสิกส์พลังงานสูงหรือพลังงานต่ำดี ตอนแรกสนใจทางด้านพลังงานสูงเพราะมันดูตื่นเต้นและลุ่มลึกดี แต่สุดท้ายก็เลือกทำด้านพลังงานต่ำ (condensed matter) เนื่องจาก 1. ฟิสิกส์พลังงานสูงมีจำนวนของปัญหาที่ต้องแก้น้อยกว่าในขณะที่แต่ละปัญหานั้นมีความยากสูงกว่าฟิสิกส์พลังงานต่ำ ฉะนั้นผมจึงมองว่าการทำพลังงานสูงจะต้องอาศัยความทุ่มเทที่สูงกว่าและความเป็นอัจฉริยะส่วนบุคคลสูง ถ้าเดินทางนี้แล้วคิดไม่ออกมันก็ตันไปเลย 2. ผมมองว่าส่วนมากฟิสิกส์พลังงานต่ำมีลักษณะที่จินตนาการไปถึงได้ง่ายกว่าในขณะที่บางครั้งการทำงานกับด้านพลังงานสูงก็มีแต่คณิตศาสตร์ที่ซับซ้อน ผมเป็นคนที่เรียนฟิสิกส์ด้วยการจินตนาการภาพ ดังนั้นฟิสิกส์พลังงานต่ำจึงเป็นของที่เข้ากับผมได้มากกว่า 3. ผมไม่คิดว่าในชีวิตนี้จะทุ่มเทให้กับฟิสิกส์อย่างเดียว (ถึงแม้ว่าความทุ่มเทที่มีจะมากกว่าคนทั่วไปอยู่แล้ว) การทำด้านพลังงานสูงมันยากกว่า จึงน่าจะอาศัยความทุ่มเทสูงกว่า

ปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2

  • Topology and Geometry: เนื่องจากภาควิชาบังคับให้เรียนคณิตศาสตร์หนึ่งวิชา ผมจึงเรียนวิชานี้ซึ่งก็สนุกดี แต่มันยากสำหรับผมเพราะผมไม่เคยเรียนคณิตศาสตร์ที่เป็นคณิตศาสตร์จริงๆ ไม่มีคณิตศาสตร์เพื่อฟิสิกส์ วิธีคิด วิธีการมองปัญหาก็ต้องใช้ระบบที่แตกต่างจากวิชาที่ฟิสิกส์ที่คุนเคย ผลคะแนน 8.5 สถิติ Topology
  • Master Thesis: บทสรุปของการทำวิจัยเป็นเวลาหนึ่งปีกับอาจารย์ที่ปรึกษาสองคน Henk Stoof, Rembert Duine ได้ออกมาเป็นวิทยานิพนธ์ http://webstage.science.uu.nl/ITF/Teaching/2011/RakpongKittinaradorn.pdf เรามี http://arxiv.org/abs/1107.2024 ขณะนี้กำลังรอผลตอบรับการตีพิมพ์ผลงาน ผลคะแนน 9 (คะแนนนี้เรียกว่าเป็นคะแนนสูงสุดทางปฏิบัติเพราะว่า Gerard ‘t Hooft นักฟิสิกส์รางวัลโนเบลที่ขณะนี้ยังสอนอยู่ที่นี่ เขาเรียนปริญญาโทที่นี่ หลักสูตรเดียวกันนี้เอง และเขาได้คะแนนวิทยานิพนธ์ 9 ซึ่งวิทยานิพนธ์นี้(ถ้าเข้าใจไม่ผิด)มีความสัมพันธ์กับงานที่เขาได้โนเบลด้วย) สถิติ thesis

หมายเหตุ: คะแนนเต็มสิบสามารถแปลงเป็นเกรด 1,2,3,4 ได้คร่าวๆ ดังนี้ 4.5 = เกรด 1, 6 = เกรด 2, 7 = เกรด 3, 8-10 = เกรด 4

ทั้งหมดนี้ก็เป็นผลจากการเรียนเป็นเวลาสองปีที่ผ่านมา สำหรับผมแล้ว ผมคิดอย่างไม่ถ่อมตัวว่านี่เป็นการประสบความสำเร็จขั้นสูง เพราะถ้าพิจารณาสิ่งรอบข้าง เช่นพื้นฐานการศึกษาของผม การเป็นชาวต่างชาติ ฯลฯ ผลการเรียนระดับนี้เป็นสิ่งที่ทำได้ยากอย่างยิ่ง (มีชาวต่างชาติเข้ามาเรียนในหลักสูตรนี้ 6 คน ในจำนวนนี้ 3 คนมาจากประเทศใน EU อีก 3 คนมาจากนอก EU ในปีแรกคนที่มาจากประเทศนอก EU สองคนต้องลาออก คนหนึ่งเรียนไม่ไหว สอบไม่ผ่านตามกำหนด อีกคนบอกว่าคิดถึงบ้าน ซึ่งทำให้ผมเป็นคนนอก EU คนเดียวในหลักสูตร หลังจากครบกำหนดสองปี มีชาวต่างชาติจบหลักสูตรเพียงสองคนคือผมกับเพื่อนสนิทชาวลิทัวเนีย อีกสองคนต้องยืดเวลาต่อ) ด้วยเหตุนี้ ผมจึงอยากจะสรุปปัจจัยที่ช่วยเกื้อหนุนในการเรียนครั้งนี้ โดยแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ กลุ่มแรกเรียกว่า คุณสมบัติหลัก เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าใช้ได้กับการทำอะไรก็ได้ให้ประสบความสำเร็จ กลุ่มที่สองเรียกว่า เทคนิค เป็นสิ่งที่ค่อนข้างเฉพาะเจาะจง สิ่งสำคัญที่อยากจะบอกก่อนก็คือว่า คุณสมบัติหลักทั้งหมดเป็นพื้นฐานของเทคนิค ถ้าไม่มีคุณสมบัติหลัก การเรียนรู้เทคนิคก็ไม่มีประโยชน์ คนส่วนมากละเลยพื้นฐาน มัวแต่จะเอาของฉาบฉวย ก็เลยไม่สามารถพัฒนาไปได้ไกล

คุณสมบัติหลัก

  1. ความอดทน (Patience): ความอดทนเป็นพื้นฐานของสิ่งอื่นทั้งหมด มันเป็นทั้งมาตรการด่านสุดท้ายที่จะปิดกั้นความล้มเหลวในเวลาที่พบกับความยากลำบากจนไม่รู้จะสู้อย่างไร บนเส้นทางชีวิตที่ยาวไกล บางขณะเราอาจจะเดินอยู่บนกลีบกุหลาบ แต่ถ้าคิดจะเดินไปข้างหน้าเรื่อยๆ แล้ว ไม่ว่าจะเป็นใคร มาจากไหน ฉลาดเพียงใดก็ตาม มันต้องมีวันหนึ่งที่เจอกับสภาวะที่ลำบากอย่างยิ่ง ตรงนี้เราจำเป็นต้องมีความอดทนเป็นมาตรการด่านสุดท้ายที่ประคองไม่ให้ล้มไปเสียก่อน นอกจากนี้ความอดทนยังเป็นแรงหนุนในการเดินไปข้างหน้า เป็นองค์ประกอบสำคัญในคุณสมบัติอีกหลายข้อด้านล่าง
  2. โอบกอดความโง่เขลา (Embrace your stupidity): เรื่องนี้เป็นเรื่องของการยอมรับความจริง ในปัจจุบันคนไทยเราเริ่มอ่อนแอลงเรื่อยๆ เรามักจะพยายามปิดตาตัวเองไม่ให้เห็นข้อเสียของตัวเอง หรือลืมๆมันไปซะ จำได้ว่าเวลาเีรียนหนังสือที่ไทย ถ้ามีคนที่สอบได้คะแนนไม่ค่อยดี พวกเขาก็มักจะไปพยายามหาคนที่คะแนนไม่ค่อยดีด้วยกัน แล้วก็จับกลุ่มกัน ปลอบใจกันเองให้มันรู้สึกดีขึ้น เสร็จแล้วก็คิดว่าคะแนนไม่ดีก็ไม่เป็นไรเพราะคนอื่นก็ไม่ดีเหมือนกัน คือพยายามหาข้ออ้างให้กับความโง่และความอ่อนแอของตัวเอง นอกจากนี้ยังพยายามดึงคนอื่นเข้ามาให้เหมือนตัวเองอีก หลังๆนี้ยิ่งแย่ใหญ่ เดี๋ยวนี้เราเริ่มพูดคำว่าโง่ไม่ได้ พูดแล้วโดนด่า เพราะมันไปดูถูกคนอื่นเค้า ทำให้เค้ารู้สึกแย่ เดี๋ยวนี้เราพูดได้แค่ทุกคนฉลาดเหมือนกันหมด เท่ากันหมด คือเป็นการหลอกกันเองระดับชาติ ทำอย่างนี้มันไม่ส่งเสริมการพัฒนาเลย เป็นอย่างนี้นานๆเข้าจะพากันโง่มากขึ้นเรื่อยๆ พากันลงต่ำอ่อนแอมากไปกว่านี้อีก ขั้นแรกของการพัฒนาคือการยอมรับจุดอ่อนของตัวเอง ผมใช้คำว่าโอบกอดความโง่เขลา เพราะเราต้องยอมรับข้อเสียต่างๆในตัวเราอย่างเต็มที่หรือแม้แต่พยายามมองหาข้อเสียของตัวเองด้วยซ้ำ ตรงนี้ต้องใช้ความอดทนมาก เพราะคนส่วนมากรับไม่ได้ที่จะดูความโง่ของตัวเอง มันน่ารังเกียจ มันน่าหดหู่ มันเสีย self แต่อย่างไรเราก็ต้องโอบกอดสิ่งเหล่านี้แม้ว่ามันจะเป็นหนามทิ่มแทงใจเราก็ตาม จากนั้นเราถึงจะลงมือแก้ปัญหาได้ถูกจุด เราจะมีการพัฒนาตัวเองขึ้นเป็นลำดับไป คือโง่น้อยลงเรื่อยๆ แต่ถ้าเราไม่ยอมรับตั้งแต่แรกว่าเรายังโง่อยู่มาก อย่างนี้ก็มีแต่จะโง่ลงเรื่อยๆ เรียกว่ากอด self โง่ๆ จนตัวตาย
  3.  ความต่อเนื่อง (Continuous): ความต่อเนื่องเป็นเคล็ด(ไม่)ลับของความสำเร็จ มันจำเป็นทั้งสำหรับงานยากๆและซับซ้อนและงานง่ายๆในกรณีที่ต้องการความชำนาญ ผมไม่เคยชอบการเรียนที่ต้องเปลี่ยนวิชาทุกๆ หนึ่งชั่วโมงเลย เพราะทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนเรื่อง สมองเราก็เหมือนจะต้อง reset ใหม่ ถึงแม้ว่าส่วนมากผมจะเรียนหลายวิชาในหนึ่งสัปดาห์ แต่เวลาอ่านหนังสือผมจะต้องอ่านวิชาเดียวเป็นเวลาหลายวันติดกัน เพื่อให้สมองทำงานอย่างต่อเนื่อง เรียนรู้จนเห็นทั้งรายละเอียดและภาพรวมของเนื้อหานั้นๆ ก่อนที่จะเปลี่ยนไปอ่านวิชาอื่น ถ้าเรามัวแต่ทำนี่นิดทำโน่นหน่อย เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตลอดเวลา สุดท้ายก็ไม่ได้อะไรเลยเพราะในสมองมีแต่ข้อมูลที่กระจัดกระจายกลายเป็นขยะเพราะหาความสัมพันธ์กันเองไม่ได้
  4. การวางแแผน (Planning): ข้อนี่ต้องอาศัยการฝึกฝนสักเล็กน้อย และมีความสำคัญไม่แพ้สิ่งอื่น เพราะบางทีถึกเข้าสู้อย่างเดียวมันไม่ไหว บางทีต้องมีการถอยทางยุทธศาสตร์ เลือกดำเนินการตามจังหวะและสถานการณ์ หรือแม้แต่ยอม cut loss ในบางโอกาส ขอยกตัวอย่างในเรื่องการเรียนของผมเอง ในแต่ละขั้นตอนที่ผมก้าวเดิน ผมต้องหยุดคิดและวางแผนก่อนแทบทุกครั้ง เริ่มตั้งแต่การเลือกเรียนทางสายทฤษฎี นอกจากความชอบส่วนตัวแล้ว ผมยังมองว่าการเรียนด้านการทดลองจะมีปัญหาเวลากลับมาที่ไทย เพราะประเทศเรายังขาดอุปกรณ์ที่ทันสมัยอีกมาก ต่อมาเรื่องการเลือกที่เรียน มหาวิทยาลัย Utrecht มีความเข้มแข็งทั้งทางด้านฟิสิกส์พลังงานสูงและพลังงานต่ำ เพราะฉะนั้นมันมีความยืดหยุ่นมาก จากนั้นก็เรื่องการลงวิชาเรียน ภาคการศึกษาแรกผมเรียนแค่สามวิชา เพราะมันเป็นช่วงเวลาของการปรับตัว จากนั้นค่อยพยายามเรียนมากขึ้นภายหลังเมื่อเวลาปรับตัวได้แล้ว การเลือกงานวิจัยก็มีเหตุผลตามที่กล่าวไว้ข้างต้น นอกจากนี้งานที่เลือกยังเกี่ยวข้องกับอาจารย์สองคน ผมพิจารณาดูแล้วว่ามีข้อดีหลายอย่าง เช่นโอกาสในการเรียนต่อสูงกว่า อาจารย์ที่อายุมาก มีประสบการณ์มาก มีบารมี แต่อาจจะไม่ลุยเท่าอาจารย์ที่อายุน้อย ไฟแรงกว่า กรณีของผมได้อาจารย์สองคนที่อายุต่างกัน คือเอาทั้งสองอย่างแลกกับการทำงานที่หนักขึ้นและความกดดันที่มากขึ้นเล็กน้อย คือเรียกว่าเราต้องวางแผนทุกขั้นทุกตอนแทนที่จะทำตามๆ คนอื่นไป เื่รื่องนี้เป็นปัจจัยที่ผมคิดว่าสำคัญที่สุดที่ทำให้คนไทยยากจน ผมเดินไปตลาด ไปกินข้าว ซื้อขนม ผมเ็ห็นว่าคนไทยจำนวนมากก็ไม่ได้ขี้เกียจ เค้าขยันทำมาหากิน ทางบ้านผมก็เคยขายอาหาร เรารู้ว่าเงินสดๆที่หมุนเวียนจากร้านแค่รถเข็นในตลาดมันไม่ใช่น้อย แต่ทำไมคนพวกนี้ถึงยังยากจนอยู่? สิ่งเดียวที่ผมเห็นคือคนไทยใช้เงินไม่เป็น คือมีการจ่ายให้กับสิ่งที่ไม่น่าจะจ่ายมากเกินไป คือขาดการวางแผนทางการเงิน ไม่ได้คิดก่อนที่จะจ่ายว่ามันคุ้มมั้ย มันจำเป็นมั้ย เมื่อไม่คิดก็ได้แต่ทำตามคนอื่น เวลาเห็นคนอื่นมีก็อยากมีบ้าง เป็นพฤติกรรมตามๆกันไป ผมไปรถไฟฟ้าเห็นคนเล่น smart phone เต็มไปหมดเลย มันจำเป็นขนาดนั้นเลยหรอ iPhone ที่ไทยกับที่ต่างประเทศราคาพอๆกัน แต่ทำไมคนไทยถึงใช้กันเยอะจังทั้งๆที่เงินเดือน ค่าครองชีพของเราต่ำกว่ามาก
  5. วินัย (Discipline): วางแผนเสร็จแล้วก็ต้องทำให้มันได้ครับ จะมีประโยชน์อะไรถ้ามีแผนสวยหรูแต่สุดท้ายก็ทำตามใจกิเลสอยู่ดี
  6. รู้ทันใจตัวเอง: การเรียนรู้ใจตัวเองนอกจากจะเป็นรากฐานของวิปัสสนาแล้ว ยังสามารถเอามาใช้ประโยชน์ในเรื่องทางโลกได้เป็นอย่างดี รายละเอียดและวิธีการค่อยเขียนวันหลัง ใครอยากรู้ก่อนแนะนำให้ไปฟัง http://www.wimutti.net/ 

หมายเหตุ: จะเห็นว่าคุณสมบัติด้านบนส่วนมากไม่ต้องอาศัยความฉลาดมากมายอะไร จะมีก็แต่เรื่องการวางแผนที่ต้องมีวิสัยทัศน์นิดนึง ฉะนั้นอย่าคิดว่าเราไม่ประสบความสำเร็จเพราะเราฉลาดไม่เท่าคนอื่น ส่วนมากมันเป็นเพราะเราไม่สู้ต่างหาก

เทคนิค

  1. ภาพเล็ก ภาพใหญ่ (Zoom in and out): การเรียนฟิสิกส์หรือเรื่องอะไรก็ได้ที่ซับซ้อน ปัญหาของคนส่วนมากคือการเห็นภาพใหญ่ไม่เห็นภาพเล็ก หรือไม่ก็เห็นภาพเล็กไม่เห็นภาพใหญ่ นักเรียนไทยส่วนมากที่ผมรู้จักจะเป็นอย่างหลังคือไม่ค่อยเข้าใจภาพรวม แต่เรียนรู้เทคนิคในการทำข้อสอบได้ จะว่าไปการเห็นทั้งภาพใหญ่และภาพเล็กเป็นเรื่องที่ยากมากจึงต้องอาศัยการฝึกฝนบ่อยๆ คือถ้าเรามุ่งอยู่กับรายละเอียดมากก็ลองพยายามดึงตัวเองออกมาให้เห็นภาพใหญ่ หรือถ้าเราเป็นคนไม่ค่อยลงรายละเอียดก็ต้องบังคับตัวเองลงไปดูรายละเอียดบ่อยๆ ทำอย่างนี้มากๆเราจะสามารถเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาระหว่างรายละเอียดและภาพรวมได้
  2. เรียนรู้แบบเกลียว (Spiral learning): บางทีบางครั้งเราอ่านบางเรื่องไม่เข้าใจจริงๆ หรือเข้าใจบางส่วน เราอาจจะต้องศึกษาเรื่องที่เกี่ยวข้องก่อน(หรือแม้แต่เรื่องเดียวกันแต่หนังสือเล่มอื่น) และค่อยกลับมาดูของเก่า ทำกลับไปกลับมาหมุนวนอยู่ในเรื่องที่เกี่ยวข้องจะทำให้เราเข้าใจลึกซึ้งขึ้น บางทีถ้าเราต้องการท่องอะไรบางอย่างเราอาจจะพยายามจำสักพัก แล้วไปทำเรื่องอื่นก่อน จากนั้นค่อยมาทดสอบตัวเองใหม่ว่าจำได้มั้ย อ่านใหม่และทำอย่างนี้จนกว่าจะมั่นใจว่าจำได้ ทำอย่างนี้อาจจะเสียเวลาแต่มันอาจจะจำได้ดีกว่าการพยายามอัดเข้าไปทีเดียวสำหรับบางคน
  3. ถามผู้รู้ (Ask the experts): ปรกติผมจะนิยมการพึ่งตัวเองมากกว่าคนอื่น แต่เราต้องยอมรับว่าเราไม่สามารถอยู่คนเดียวได้ เรื่องบางเรื่องความรู้และประสบการณ์ของเรายังไม่พอจริงๆ หรือบางทีมุมมองที่เรามีมันมักจะคับแคบเกินไป การขอให้ผู้รู้ช่วยในสถานการณ์ที่เหมาะสมก็เป็นสิ่งที่ดีกว่าการลุยถึกโง่ๆ ไปคนเดียว

สืบเนื่องจากบทความที่แล้ว ผมมองว่าการใช้เหตุผลของคนในปัจจุบันยังห่างไกลจากความสมบูรณ์มาก แต่ค่านิยมของคนยุคนี้ชอบการฟันธง ชอบการตัดสินใจ ชอบความชัดเจน คนก็มีแนวโน้มที่จะให้คุณค่ากับเหตุผลที่ตนมีมากเกินจริงเพื่อพยายามสรุปอะไรให้ได้บางอย่าง สิ่งที่ผมอยากจะบอกก็คือ บางครั้งการยอมรับในความไม่รู้หรือการสรุปแค่บางส่วนก็เป็นสิ่งที่ดีกว่าการด่วนสรุปรวมยอด ข้อเสียของการด่วนสรุปมีเยอะแยะ ขอยกมาคร่าวๆ ดังนี้

  1. การด่วนสรุปส่วนมาก เป็นผลมาจากการต้องการเสริมสร้างอัตตา ลึกๆแล้วมันต้องการบอกว่าเราดีเราเก่ง เรารู้ เรามีความคิด เรามีเหตุผล ลองจินตนาการวงสนทนาทั่วไปดู สมมติว่ามีการถามความเห็นกัน คนที่บอกว่าไม่รู้ ไม่แน่ใจ ก็ดูจะไม่ค่อยจะดีสักเท่าไหร่ มนุษย์ธรรมดาต้องการสถานะในสังคม ก็เลยพยายามทำตัวฉลาด ทั้งๆที่จริงแล้วมีข้อมูลไม่พอที่จะสรุป การด่วนสรุปจึงเป็นการสร้างหน้ากากปิดหน้าตัวเองไว้ พอทำมากๆก็ลืมตัว แล้วก็คิดว่าหน้ากากนั้นเป็นหน้าจริงๆ กระบวนแบบนี้จะเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนหน้ากากของแต่ละคนหนาขึ้นเรื่อยๆ คนในยุคปัจจุบันก็เลยเรียนรู้ตัวเองได้ยาก เพราะเราไปสร้างหน้ากากปิดหน้าตัวเองไว้เยอะ
  2. การด่วนสรุปเป็นการปิดการรับรู้ใหม่ เพราะเวลาที่เราสรุปอะไรบางอย่างไปแล้ว เวลามีข้อมูลใหม่เข้ามามันจะมีแรงต้านภายใน เพราะสิ่งที่มาใหม่มันเป็นภัยต่อความมั่นคงของอัตตาที่เราเชื่อมั่นว่าฉันเป็นฝ่ายถูก
  3. การด่วนสรุปทำให้เกิดการต่อสู้โดยไม่จำเป็น เวลาคนที่มีความเห็นต่างกันมาเจอกัน มันอดไม่ได้ที่จะมีวิวาทะ มีการต่อสู้ในนามของอุดมการณ์ต่างๆมากมาย

เขียนไปเขียนมา คนอ่านอาจจะคิดว่า ทุกคนก็รู้อยู่แล้วว่าการด่วนสรุปไม่ดี แต่ประเด็นสำคัญมันอยู่ที่ว่า ไม่ค่อยมีใครคิดว่าตัวเองชอบด่วนสรุป สาเหตุลึกๆก็มาจากว่า การยอมรับตรงนี้มันจะไปกระทบอัตตาที่ทุกคนหวงแหน ผมก็แอบหวังเล็กๆว่า คนอ่านอาจจะเริ่มเห็นว่าการดำรงตนอยู่ท่ามกลางความไม่รู้ไม่ใช่เรื่องน่าอาย จากนั้นก็ไม่รีบพยายามสรุปอะไรเหมือนแต่ก่อน ผ่านไปสักพักก็มองย้อนกลับไปในอดีต แล้วค่อยเห็นว่าที่ผ่านมาตัวเองด่วนสรุปไปมากแค่ไหน…

ผมเป็นคนประเภททิฏฐิจริต ชอบคิดมาก คิดๆ แล้วก็มีความเห็นต่อสิ่งต่างๆ อันโน้นดี อันนี้ไม่ดี อันโน้นถูก อันนี่ผิด เราต้องทำอันนี้ ไม่ทำอันโน้นฯลฯ แต่ละความเห็นก็มีเหตุผลประกอบ แต่ก่อนก็รู้สึกว่าเป็นอย่างนี้ดี มีเหตุมีผล ไม่ทำอะไรตามใจอยาก รู้สึกดีกว่าคนที่ไม่ค่อยคิดมาก รู้สึกว่าเราคิดเป็นผู้ใหญ่มากกว่าคนรุ่นเดียวกัน สังคมก็เห็นด้วยว่าการทำอะไรแบบมีเหตุมีผลนั้นดีกว่า ต่อมาพอโตขึ้น เห็นคนใช้เหตุผลมากขึ้น น่าจะเป็นกระแสของโลกด้วยที่คนพยายามจะใช้เหตุผล เพราะว่าสังคมให้การยอมรับ คนแต่ละคนก็ใช้เหตุผลต่างๆนานา สำหรับเรื่องๆเดียวกัน คนที่มีพื้นฐานต่างกัน ใช้เหตุผลที่ต่างก็ดูดี แต่นำไปสู่ข้อสรุปที่ขัดแย้งกัน ตัวอย่างแบบนี้มีให้เห็นจำนวนมาก บางทีข้อสรุปที่ต่างกัน ทำให้คนเกลียดกันไปเลยก็มี ยกตัวอย่างเช่นเรื่องการเมือง ในบางสังคมอาจจะดีกว่านั้นหน่อย เช่นสังคมวิทยาศาสตร์ คนใช้เหตุผลต่อสู้กันเสมอๆ ส่วนมากก็จะหาข้อสรุปร่วมกันได้ เพราะผลการทดลองมันดิ้นไม่ได้ แต่บางทีถ้าหาข้อสรุปร่วมไม่ได้ อย่างนี้ก็ถกเถียงกันไปเรื่อยๆ

สาเหตุที่ผมเขียนบทความนี้ขึ้นมา ก็เพราะรู้สึกว่า คนในโลกมีแนวโน้มที่จะยึดในความคิดความเห็นของตัวเองสูงขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งถ้ามีเหตุผลประกอบด้วยแล้ว คนก็มักจะเชื่อว่าความเห็นของตัวเองถูกที่สุดดีที่สุด เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว การจะรับเอาสิ่งใหม่ๆเ้ข้ามาก็ยากขึ้น การจะเข้าใจความเห็นของคนอื่นก็ยากขึ้น สถานการณ์แบบนี้นำไปสู่ความไม่เข้าใจกันและการแตกเป็นขั้วทางความเห็น สิ่งที่ผมอยากชี้ให้เห็นก็คือว่า เราไม่ควรยึดถือในความคิดความเห็นตามเหตุผลที่เราคิดได้จนเหนียวแน่นมากเกินไป เราควรมีที่ว่างในใจสำหรับข้อสรุปแบบอื่นๆ ด้วยเสมอ เพราะการคิดด้วยเหตุผลนั้นมันไม่สมบูรณ์แบบด้วยเหตุผลต่อไปนี้

  • เหตุผลที่ฟังดูดีอาจจะถูกหักล้างด้วยเหตุผลอื่นได้

อันนี้เป็นเรื่องทั่วไป ถ้าเราฟังเหตุผลที่ดูดีแล้วก็เชื่อตามสนิทใจ เราอาจจะไม่ฟังเหตุผลอื่นๆ เพราะเราได้สร้างกำแพงในใจมาป้องกันเหตุผลที่เราเชื่อไปแล้ว

  • เหตุผลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องแต่ละเรื่องมีจำนวนมหาศาล สมองน้อยๆ ของมนุษย์ไม่สามารถรวมรวบทุกอย่างเข้ามาพิจารณาได้

ข้อนี้หลายคนอาจจะไม่เห็นด้วย เพราะคิดว่าเราสามารถรวบรวมเหตุผลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดได้ อย่างน้อยก็สำหรับเรื่องที่ไม่ซับซ้อนมากนัก ประเด็นนี้ ผมคิดว่าเราประเมินค่าความสามารถของมนุษย์สูงไป อันที่จริงมนุษย์มีข้อจำกัดมากกว่าที่เราคิด ในทางวิทยาศาสตร์ นักเรียนวิทยาศาสตร์ส่วนมากมักจะรู้สึกว่า วิทยาศาสตร์สามารถอธิบายอะไรได้เยอะแยะ แต่พอเรียนรู้ไปเรื่อยๆ ถึงจะรู้ว่าเราไม่รู้อะไรตั้งเยอะแยะเหมือนกัน การคิดหาเหตุผลก็เหมือนกัน ถ้าเราไม่คิดมาก เราก็จะรู้สึกว่าสิ่งที่เราคิดได้นั้นมันสมบูรณ์แล้ว สิ่งอื่นๆก็อาจจะมีผล แต่เราก็กะเอาเองว่ามันคงมีผลน้อยจนไม่ได้นำมาตัดสินใจ แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าการกะประมาณนั้นมันเป็นจริง ในเมื่อโยงใยที่ซับซ้อนของสิ่งมีชีวิตเป็นเรื่องที่เรายังไม่เข้าใจ

  • เมื่อมีเหตุผลหลายอย่างแล้ว การให้น้ำหนักกับเหตุผลแต่ละอย่างเป็นเรื่องละเอียดอ่อน คนทั่วไปก็ให้น้ำหนักโอนเอียงไปตามประสบการณ์ส่วนบุคคลหรือความเชื่อพื้นฐานของตน หรือเลือกสนใจเหตุผลที่ตนสบายใจหรือได้ประโยชน์

ข้อนี้สำคัญมาก การใช้เหตุผลโดยไม่รู้ทันจิตใจตัวเองว่ามีอคติในทางใดทางหนึ่งย่อมนำไปสู่ผลสรุปที่แตกต่างกันออกไป คนทั่วไปโดยเฉพาะผู้ที่ไม่ตระหนักถึงจุดอ่อนของการใช้เหตุผลย่อมมีอคติอยู่เสมอ การรู้ทันตัวเองและการตรวจสอบจิตใจจึงเป็นส่วนสำคัญในการหาข้อสรุปที่ดี

  • การใช้เหตุผล เป็นการหาความสัมพันธ์ระหว่างของเก่ากับของใหม่ เนื่องจากศักยภาพสมองของมนุษย์มีจำกัด ความสัมพันธ์ที่คนส่วนมากคิดได้จะเป็นความสัมพันธ์เชิงเ้ส้น เช่น จากข้อมูล A นำไปสู่ B ซึ่งทำให้เราสรุป C จากนั้นเราจึงตัดสินใจ D การคิดเชิงเส้นมีความอ่อนไหวต่อความผิดพลาดสูงมาก เช่นถ้าเราได้ข้อมูล A ผิด สิ่งที่เราคิดตามมาทั้งหมดก็ใช้ไม่ได้

ถ้าหากเรามีเส้นทางของเหตุผลหนึ่งแล้วเชื่อหมดใจว่าทุกอย่าง (A B C และ D) เป็นสิ่งที่ถูกต้อง สมมติต่อมาเราตรวจสอบได้ว่าข้อมูลที่ได้มาตอนแรก (A) เป็นข้อมูลที่ผิด เราอาจจะเลิกเชื่อใน A แต่มันเป็นเรื่องยากที่จะคอยลบความเชื่อ B C D และอื่นๆ ที่ตามมาทั้งหมดได้ ในสมองของเราจึงมักจะมีความเชื่อผิดๆ อยู่เสมอ เป็นเหตุให้เหตุผลที่คิดสืบเนื่องไปมีข้อผิดพลาดได้ง่าย

การยอมรับในข้อจำกัดของตัวเองในเรื่องอะไรก็แล้วแต่ รวมถึงการใช้เหตุผลนั้น เป็นเรื่องยากที่จะทำได้ ถึงแต่จะยอมรับและเห็นด้วย เราก็จะพยายามลืมมันโดยไม่รู้ตัว เพราะมนุษย์ทั้งหลายพยายามสร้างเสริมความเป็นตัวตนที่ดีที่เก่งอยู่เสมอ แต่หากมองข้ามข้อจำกัดพวกนี้ไป เราจะกลายเป็นคนที่คิดว่าข้าถูกเสมอ และพร้อมที่จะทำร้ายคนอื่นในนามของความถูกต้อง

สุดท้ายขอเขียนกันไว้นิดนึง ที่เขียนนี่ไม่ได้บอกว่าไม่ให้ใช้เหตุผลในการตัดสินใจนะ เพียงแต่ว่าเวลาเราใช้เครื่องมืออะไรก็แล้วแต่ เราต้องรู้จักจุดเด่น จุดด้อยของเครื่องมือเหล่านั้น การใช้เหตุผลก็เหมือนเครื่องมืออย่างหนึ่งที่มีจุดอ่อนที่เราต้องเรียนรู้และตระหนักให้มาก มิเช่นนั้นแล้วเราจะตกเป็นทาสของมัน หรือไม่ก็ใช้เหตุผลในทางสนองกิเลสอย่างเดียวคือหาเหตุผลสนับสนุนความเห็นแก่ตัวได้ทุกเรื่องไป

ผมตั้งใจไว้ตั้งแต่อยู่ต่างประเทศว่า ถ้าได้กลับไทยเมื่อไหร่ อยากจะไปส่งการบ้านกับหลวงพ่อปราโมทย์ เพื่อเป็นการตรวจสอบว่าผมยังภาวนาอยู่ในร่องในรอยหรือไม่ เมื่อสองวันที่แล้วได้มีโอกาสไปวัดสวนสันติธรรม และได้ส่งการบ้านด้วย การบ้านที่ส่งมีดังนี้ (คำบางคำอาจจะถอดเทปผิด หรือมีข้ามไปบ้าง เพราะเสียงที่อัดมาไม่ดี แต่เนื้อหาไม่น่าจะผิดเพี้ยน)

ผม: เมื่อปีที่แล้วมาที่นี่ แล้วหลวงพ่อบอกว่าจิตไปล็อคตัวเองไว้ ผมก็กลับไปดู

หลวงพ่อ: เห็นมั้ย

ผม: เห็นครั้บ มีอยู่วันนึง อยู่ดีๆ มันก็หลุดออกมา แล้วมันก็สบายๆ แล้วประมาณไม่ถึงหนึ่งวินาที มันก็เข้าไปเกาะใหม่

ลพ: เพราะมันเคยชิน เราคิดว่าการปฏิบัติคือการควบคุมตัวเอง จิตมันชินแบบนี้ พอเผลอๆ ปุ๊บ มันเข้าไปที่เดิมเลย ให้เรารู้ทันว่ามันเข้าไปเกาะ ถ้าเรารู้ทันด้วยความเป็นกลาง มันจะค่อยๆคลายออก แล้วไงอีก

ผม: ผมก็สังเกตว่าถ้าเรายิ่งไปสนใจไอ้ตัวที่มันติดๆนี่ มันจะยิ่งเข้าไปเกาะบ่อย ก็เลยไม่ได้สนใจ ก็ดูอย่างอื่นไป

ผม: โดยภาพรวมที่เห็นบ่อยในชีวิตประจำวันคือเห็นว่า จิตมันไปคิด โดยการคิด มันจะพูดๆ ออกมาในใจ  พูดออกมาสองสามคำ พอรู้ปุ๊บมันก็หายไป

ลพ: ดี

ผม: หลังจากรู้ มันก็จะเหมือน blank blank ไปนิดนึง แล้วมันก็ไปคิดเรื่องอื่น

ลพ: ถูก ตรงที่ blank blank เนี่ยนะ จิตลงภวังค์ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง จิตจะไปนิ่งๆอยู่ข้างในแล้วก็ขึ้นมารู้เรื่องใหม่ เรื่องที่คิดใหม่บางทีเราไม่ได้เจตนา มันเลือกเรื่องของมันเอง

ผม: ตรง blank blank นี่ ผมเห็นว่ามันคิด แล้วรู้ แล้ว blank คือมันไม่มี blank ระหว่างคิดกับรู้ คือก่อนที่รู้ หลังที่คิด

ลพ: ก่อนที่รู้… ก่อนที่รู้อาจจะ blank ก็ได้ คือไม่รู้เรื่องเลย หลังที่คิด…ที่จริงมี คิดนะ พอเราจะรู้เนี่ย ขาดช่วงลงไป มีช่องว่างเล็กๆ มาคั่น มัน blank blank ไป แต่เราไม่เห็น ไม่เป็นไร เห็นขนาดนี้ก็เก่งแล้วล่ะ

ผม: ผมจะสังเกตว่าจิตผมมันจะชอบไปนิ่ง ผมพบว่าลึกๆแล้ว มันมักจะมีความกลัวอะไรบางอย่างอยู่ อย่างผมอยู่หอพัก เวลาเพื่อนข้างๆห้องเปิดประตู ออกมา จิตมันก็จะสั่นๆ แล้วมันก็กลัวอะไรไม่รู้ มันเป็นอย่างนี้บ่อยๆ

ลพ: มันกลัวเอง

ผม: ครับมันกลัวเอง กลัวอะไรก็ไม่รู้ จะเดินออกนอกห้องก็เห็นความกลัวอะไรก็ไม่รู้

ลพ: รู้ๆลงไปเรื่อยนะ เดี๋ยวก็หายเอง เวลาเราภาวนาเนี่ย เราเห็นแล้ว เค้ากำลังแสดงไตรลักษณ์ให้ดูแล้ว เห็นมั้ยจิตกลัวได้เอง เราไม่ได้เจตนาจะกลัวนะ จิตมันกลัวได้เอง จิตมันสอนให้เราเห็น จริงๆมันไม่ใช่ตัวเรา แต่เรายังไม่เข้าใจมัน ดูบ่อยๆนะ ดูไปเรื่อยๆ สภาวะอะไรเกิดรู้ลงไปเรื่อย

การเรียน – รู้สึกเหมือนได้เลื่อนขั้น คือตอนที่เรียนอยู่มันไม่ค่อยรู้สึกอะไรชัดเจน ก็เรียนๆไป เรียนหนักแล้วก็พยายามไปเรื่อยๆ แต่พอมองย้อนกลับไปก็รู้สึกว่า เดินมาได้ไกลเหมือนกัน อย่างหนังสือประเภทที่คิดว่าไม่น่าจะอ่านรู้เรื่องเมื่อปีที่แล้ว ปีนี้ก็พอรู้เรื่องมากขึ้น โจทย์ที่คิดว่าไม่น่าจะทำได้ ก็พอทำได้

ภาษาอังกฤษ – ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ตอนแรกๆ การฟังต้องใช้ความพยายามมาก ตอนนี้ใช้น้อยลง ฟังรู้เรื่องมากขึ้น การพูดในตอนแรกก็ต้องสร้างประโยคในหัวก่อนทุกครั้ง ตอนนี้บางทีก็ออกมาได้เองเหมือนภาษาไทย อย่างไรก็ตาม ภาษาก็ยังไม่สวย ยังพูดผิดๆถูกๆบ้าง สาเหตุที่เป็นอย่างนี้เพราะผมเป็นคนไม่เข้าสังคม ทักษะทางภาษาจึงพัฒนาช้า

ทักษะการใช้ชีวิตแบบคนธรรมดา – รู้สึกง่ายขึ้นกว่าแต่ก่อน สาเหตุคือ 1. ได้มีโอกาสอยู่คนเดียว ลองผิดลองถูกเอง และคนที่โน้นไม่ค่อยทับถมคนที่ทำผิด 2. ชีวิตประจำวันที่ต่างประเทศมันยากกว่าที่ไทยตรงที่ภาษาต่างกัน พอกลับมาไทยเลยรู้สึกว่ามันง่ายขึ้นมาก

อาหาร – ได้ทำกินเองตลอด ตอนแรกๆ ก็สร้างสรรค์ดี พอหลังๆมาชักจะเบื่ออาหารตัวเอง โชคดีที่มี flatmate ทำอาหาร เลยได้เรียนรู้จากเพื่อน สิ่งที่ผมรับมาคือการใส่ใจกับรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ของวัตถุดิบแต่ละอย่าง คือถ้าเป็นสมัยก่อน ผมจะใส่ใจกับรสชาติรวมๆ เวลาเครื่องปรุงมารวมกัน รสชาติก็กลบกันไปกลบกันมา แต่นี่เขาใช้เครื่องปรุงน้อย และใส่ใจกับรสและกลิ่นของวัตถุดิบ อย่างเกลือนี่สำคัญมาก เกลือเม็ดเล็กกับเม็ดใหญ่ก็ต่างกันมาก ผมลองชิมดูก็เห็นว่าต่างกันมากจริงๆ เกลือเม็ดเล็กทำอาหารไม่อร่อยเท่า

ภาวนา – ภาวนาที่ต่างประเทศคนเดียวไม่ค่อยคึกคัก ไม่มีสิ่งแวดล้อมช่วย การเรียนที่หนักก็ทำให้หลงโลกมากขึ้นไปอีก แต่ยังดีที่ผมสร้างวินัยให้ตัวเองไว้ อย่างน้อยก็มีช่วงที่มาดูกายใจทุกวัน สภาวะทั่วไปที่เกิดหลังจากหลงโลกมาทั้งวันคือโมหะ มันมัวๆ แต่ก็อดทนดูไป มัวก็รู้ว่ามัว บางทีก็เข้าใจอะไรขึ้นมานิดๆหน่อยๆ ไม่กี่วันก็เสื่อมไป ถึงแม้การภาวนาจะขึ้นๆลงๆ แต่ดูเหมือนความเข้าใจว่ากายใจบังคับไม่ได้จะมีเพิ่มขึ้นตามลำดับ การแทรกแซงของจิตหลังรู้สภาวะมีน้อยลง เพราะมันรู้ว่ายิ่งแทรกแซงก็ยิ่งมีก้อนทุกข์เกิดขึ้นอีก

ความอดทน

ค่านิยมของคนยุคนี้ไม่เหมือนก่อนแล้ว สมัยนี้คนนิยมคุณสมบัติจำพวก ความฉลาด ความมีไหวพริบ ความสามารถในการแก้ปัญหา การสร้างโอกาส การใช้โอกาส วาทะศิลป์ การสร้่างสายสัมพันธ์ ความสามารถในการหาเงิน และอื่นๆ แต่เราเริ่มละเลยคุณสมบัติพื้นฐานที่สำคัญเช่น ความขยัน ซื่อสัตย์ อดทน มีวินัย ประหยัด เป็นต้น

หนึ่งในคุณสมบัติที่ผมมีความภาคภูมิใจที่สุดคือ ความอดทน

คนทั่วไปอาจให้ค่าผมในฐานะที่ประสบความสำเร็จด้านการเรียนในระดับหนึ่งว่าเป็นคนเก่ง คนเก่งในความรู้สึกของคนทั่วไปคือมีสมองดีกว่าคนอื่น ผมเองคิดว่านี่ไม่ใช่ปัจจัยสำคัญของความสำเร็จทั้งหมดที่ผ่านมาในอดีต สำหรับกรณีของผม ปัจจัยที่มีน้ำหนักมากที่สุดคือ ความอดทน

ความอดทนสำคัญยังไง

ความอดทนมีความสำคัญในหลายแง่มุม ด้านหนึ่งคือ เราจำเป็นต้องมีความอดทนในการเดินทางไปสู่สิ่งที่ต้องการ ไม่มีเส้นทางของความสำเร็จใดที่ไม่มีอุปสรรค เมื่อมีอุปสรรคก็มีแรงเสียดแทง จะผ่านสิ่งเหล่านี้ไปได้ก็ต้องอาศัยความอดทนเป็นส่วนประกอบเสมอ จริงอยู่ที่คนเราเกิดมาอาจจะมีศักยภาพทางสมองและร่างกายไม่เท่ากัน บางคนเจออุปสรรคมาก บางคนเจอน้อย แต่ทุกคนก็ต้องอาศัยความอดทน และความพยายามในการพัฒนาตัวเองทั้งนั้น คนทั่วไปชอบมองว่าคนที่ประสบความสำเร็จ มีข้อได้เปรียบอย่างโน้นอย่างนี้ แต่ไม่ยอมมองว่าคนเหล่านั้นเองนั่นแหละ ที่สร้างข้อได้เปรียบให้ตัวเอง

ตัวอย่างที่ใกล้ตัวผมที่สุดคือเรื่องการเรียน ตอนเรียนประถม ความแตกต่างของนักเรียนแต่ละคนมีไม่มาก พอเข้ามัธยม ความแตกต่างก็เพิ่มมากขึ้น คนจำนวนหนึ่งเริ่มโทษว่าตัวเองหัวไม่ดีจึงเรียนสู้เพื่อนไม่ได้ ถ้ารู้ตัวว่าตัวเองสู้ไม่ได้ตั้งแต่ตอนนี้ แล้วใช้ความอดทนและพยายาม ก็ยังมีหวังตามเพื่อนทัน ถ้าหากไม่ยอมทนสู้ ความแตกต่างก็จะมากขึ้นเรื่อยๆ

ตัวอย่างทางสังคมคือเรื่องคนรวยกับคนจน ผู้คนในสังคมก็บ่นว่าโน่นว่านี่ บอกว่าสังคมไม่ยุติธรรมบ้าง บอกว่าขาดโอกาสบ้าง ถามว่าที่เขาพูดกันนี่มันจริงมั้ย ผมเห็นว่าจริงครับ โอกาสของคนไม่เท่ากันจริง แล้วไงล่ะ? ผมว่าธรรมชาติของโลกมันก็เป็นอย่างนี้แหละครับ เราจะไปหวังให้คนทุกคนเหมือนกัน ได้โอกาสเท่ากันไม่ได้ ถ้าคนจนในสังคมไทยบอกว่าตัวเองขาดโอกาสอย่างโน้นอย่างนี้ แล้วทำให้ไม่มีทางรวยขึ้นมาได้ ผมก็ว่าคนจนพวกนี้สมควรจนต่อไป ทำไมคนจีนที่อพยพเข้ามาในสังคมไทยถึงรวยขึ้นมาได้ คนจีนรุ่นแรกเริ่มต้นจากไม่มีอะไรเลย ส่วนใหญ่มาใช้แรงงาน ทำมาหากิน ขยัน อดออม รุ่นที่สองพอเริ่มมีพื้นฐาน มีทุนจากรุ่นแรก อาจจะเริ่มตั้งกิจการเล็กๆ สู้ชีวิตต่อไป เมื่อหลักฐานมั่นคงขึ้น รุ่นที่สามก็มีโอกาสเรียนสูงๆ เข้ามหาวิทยาลัย มีความรู้ มีหน้าที่การงาน เลื่อนชั้นเป็นชนชั้นกลางในสังคม คำถามก็คือ ในเวลาไม่นาน ทำไมคนกลุ่มนี้สามารถพัฒนาตัวเองขึ้นมาได้ แต่คนกลุ่มอื่นทำไม่ได้ คนจีนไม่ได้เป็นคนพิเศษอะไรเลยครับ พวกเขาแค่สู้ชีวิต ไม่งอมืองอเท้า หรือรอว่าวันนึงจะถูกหวยแล้วรวยฉับพลัน พวกเขาต่อสู้ พวกเขาขยัน ด้วยความอดทนอย่างต่อเนื่อง ในช่วงเวลาไม่นาน (3 รุ่นถือว่าไม่นาน เพราะว่าเริ่มจากศูนย์) ก็เจริญขึ้นมาได้

โดยส่วนตัวผมเคยเจอความแตกต่างระหว่างตัวเองกับผู้อื่นหลายครั้ง ครั้งแรกคือช่วงของโอลิมปิกวิชาการ ตอนนั้นมีการเข้าค่ายหลายครั้ง แต่ละครั้งก็ต้องใช้ความพยายามอย่างสาหัส มีอยู่ครั้งหนึ่งผมต้องเข้าค่ายรวมกับนักเรียนจากค่ายกรุงเทพ(ผมอยู่ในค่ายของเด็กต่างจังหวัด) ค่ายนั้นรับเด็กทั้งสิ้น 20 คน ผมสอบได้ในอันดับที่ยี่สิบกว่าๆ แต่โชคดีได้เข้าไปด้วยเพราะมีคนสละสิทธิ์ เป็นอันว่าผมอยู่ในอับดับท้ายๆ ของคนทั้งหมด ในจำนวนเด็กประมาณยี่สิบคนนั้น มีเด็กที่มาจากต่างจังหวัดแค่ 3-4 คน ถามว่าโอกาสของเด็กในค่ายต่างจังหวัดกับเด็กในค่ายกรุงเทพต่างกันมั้ยครับ ต้องตอบว่าต่างแน่นอน การเรียนการสอนที่ผ่านมาย่อมต่างกันแน่นอน คุณภาพของโรงเรียนก็ต่างกัน แล้วถามว่าทำยังไง ตอบว่าสู้ครับ ตรงนี้คนที่ไม่เคยมาอยู่ที่ๆ ผมเคยอยู่ก็คงไม่รู้หรอกว่ามันบีบคั้นแค่ไหน เวลามีอะไรไม่เข้าใจ ผมเคยไปถามเด็กจากค่ายกรุงเทพที่เก่งๆ ปรากฎว่าคนๆ นั้นเรียกเพื่อนที่มาจากโรงเรียนเดียวกันมาสอน โดยไม่สนใจคำถามของผมเลย (แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนแย่หมดนะครับ บางคนก็ดีมาก ถามไปก็พยายามอธิบายให้ฟัง) ตลอดเวลาในค่ายไม่ถึงสิบวัน ความเครียด และความบีบคั้นรุนแรงมากถึงขนาดทำให้น้ำตาไหลอยู่หลายครั้ง แต่ผมอดทน และอดทน และอดทน สู้จนในที่สุดก็เดินไปถึงที่หวัง

อีกครั้งที่เจอความแตกต่างครั้งใหญ่คือช่วงต่อระหว่างการเรียนในไทยและการเรียนในต่างประเทศ ถามว่าโอกาสของเด็กไทยกับเด็กต่างประเทศต่างกันมั้ยครับ ตอบว่าต่างแน่นอน ถามต่อว่าทำยังไงดี งอมืองอเท้า ไม่ใช้ความพยายามและออกไปเดินประท้วงให้การศึกษามีมาตรฐานเดียวกันทั่วโลกดีมั้ยครับ? ไม่ครับ(ไม่ได้บอกว่าเราไม่ควรพัฒนาการศึกษา และกระจายโอกาสให้ดีกว่านี้นะครับ แต่เราจะไปหวังเปลี่ยนแปลงสังคมอย่างเดียวไม่ได้ สิ่งที่ทำได้ง่ายคือการเปลี่ยนแปลงตัวเอง) ผมก็สู้อย่างคนที่เสียเปรียบเนี่ยแหละ เมื่อผมรู้ว่าต้องเจอกำแพงในช่วงต่อระหว่างเรียนในไทยกับต่างประเทศ คราวนี้ผมเตรียมตัวก่อน เรารู้ว่าลำพังความรู้ตามมาตรฐานที่ได้จากไทยคงไม่พอ อารมณ์มันก็ประมาณเดียวกับความรู้จากค่ายต่างจังหวัดมันไม่พอสู้กับเด็กกรุงเทพครับ เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว เคยมีประสบการณ์มาแล้ว ผมก็เตรียมตัวก่อนได้ โดยบังคับตัวเองให้เรียนให้ได้มากกว่ามาตรฐานของไทย การบังคับตัวเองนี่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เวลามีคนอื่นมาบังคับ มันมีปัจจัยภายนอกเข้ามาบีบช่วย แต่การบังคับตัวเอง มันต้องสู้กับแรงกิเลสอย่างโดดเดี่ยว ถ้าไม่ทนจริงก็ไหลไปตามกิเลสแน่นอน อย่างไรก็ตาม ผมก็สู้ ทนแรงกิเลส แพ้บ้าง ชนะบ้าง ล้มแล้วก็ไม่ยอมแพ้ ทนรับความพ่ายแพ้นับครั้งไม่ถ้วน อดทนสู้ต่อไป ดีกว่างอมืองอเท้า ไม่ทำอะไรเลย ในที่สุด วันนี้ผมก็สามารถเดินอยู่ในระดับเดียวกันกับนักศึกษาจากต่างประเทศได้

ยอมรับซะเถอะว่าคนแต่ละคนไม่เหมือนกัน โอกาสที่มีก็ไม่เหมือนกัน ถามว่ายุติธรรมมั้ย ถ้าเราเชื่อกฎแห่งกรรม เราก็น่าจะเชื่อได้ว่าสิ่งที่เราเผชิญอยู่ทุกวันนี้มันยุติธรรมแล้ว และถ้าอยากได้อะไรที่ดีกว่านี้ เราก็ทำปัจจุบันให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป ทำเหตุของความสำเร็จในวันนี้ ความสำเร็จจะเกิดขึ้นเองในวันนึงข้างหน้า คนทั่วไปชอบหวังผลแต่ไม่ยอมทำเหตุ คือหวังจะได้โน่นได้นี่ อยากรวย แต่ไม่ยอมสู้ ไม่ทนทานต่ออุปสรรค ไม่ขยัน ไม่พยายาม หวังอย่างนี้อีกกี่ชาติก็ไม่ได้สมหวังหรอกครับ

โดยสรุปแล้ว ด้วยความพยายามที่เท่ากัน คนเราอาจจะประสบความสำเร็จต่างกันจริง แต่คนที่ไม่พยายามทำอะไรเลยด้วยข้ออ้างว่าเราเสียเปรียบตั้งแต่แรกเป็นคนขี้แพ้ และคนประเภทนี้จะไม่มีทางได้ดีเลย เพราะความแตกต่างระหว่างเขากับคนอื่นที่ใช้ความพยายามก็จะมากขึ้นเรื่อยๆ ความสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าตอนนี้เรามีดีแค่ไหน ความสำคัญมันอยู่ที่ตอนนี้เรากำลังเดินไปข้างหน้า หรือถอยหลัง หรือหยุดอยู่กับที่

ตราบใดที่เราไม่ยอมแพ้ อดทนต่ออุปสรรคและแรงเสียดแทง วันนึงเราต้องถึงที่หมาย

ผี, จิตวิญญาณ, ไสยศาสตร์, โหราศาสตร์ ฯลฯ

เมื่อมีคนพูดถึงเรื่องเหล่านี้ใกล้ๆ นักวิทยาศาสตร์หรือนักเรียนวิทยาศาสตร์ ปฏิกิริยาที่มักจะเกิดขึ้น(ไม่ว่าจะแสดงออกมาหรือไม่ก็ตาม) คืออารมณ์จำพวก ไม่เชื่อถือ ดูถูก หัวเราะเยาะ ทำไมนักวิทยาศาสตร์ถึงมักมีปฏิกิริยาแบบนี้? วิทยาศาสตร์พิสูจน์ได้หรือว่าสิ่งเหล่านี้ไม่มีจริง?

คนที่เกี่ยวพันกับวิทยาศาสตร์มีแนวโน้มที่จะรู้สึกว่า คนที่มาพูดเรื่องพวกนี้เป็นคนงมงาย เป็นคนที่เชื่ออะไรโดยที่ยังไม่ได้พิสูจน์ เป็นคนไม่ใช้เหตุใช้ผล สาเหตุหนึ่งของปฎิกิริยาข้างต้นเกิดจากการที่เราได้ยินได้ฟังเรื่องเล่าเหนือธรรมชาติหลายๆ ครั้ง นักวิทยาศาสตร์อาจจะพิสูจน์ได้เป็นบางกรณีว่าเรื่องเหล่านี้ไม่มีมูล  ตนก็เลยสรุปเอาเองว่าเรื่องพวกนี้เป็นเท็จทั้งหมด นักวิทยาศาสตร์เองลืมไปว่าเราไม่มีทางพิสูจน์ได้ว่า ผีไม่มีจริง สิ่งที่เราทำได้อย่างมากก็เพียงแต่ตรวจสอบเป็นกรณีๆ ไป สมมติว่าเราตรวจสอบไปหนึ่งพันกรณีแล้วพบว่าไม่มีมูลความจริง คนส่วนมากอาจจะพอใจที่จะสรุปไปเลยว่าผีไม่มีจริง การพยายามสรุปแบบชี้ชัดนี้ดูเหมือนจะเป็นธรรมชาติของมนุษย์ แต่หากเรายึดหลักวิทยาศาสตร์จริงๆ แล้ว เราอาจพูดได้เพียงว่า เราเชื่อว่าผีไม่มีจริงด้วยความเชื่อมั่นระดับหนึ่ง แต่ความเชื่อมั่นนี้ต้องไม่ใช่ 100% สาเหตุเพราะว่าเราไม่ได้พิสูจน์เป็นกรณีทั่วไปว่าผีไม่มีจริง เราเพียงแค่ตรวจสอบเป็นกรณีๆ

ถึงตรงนี้คนบางคนก็อาจจะเถียงว่า ถ้าผีมีจริงก็ต้องมีคนพิสูจน์ให้เห็นจริงไปนานแล้ว การพูดอย่างนี้ไม่ถูกซะทีเดียว เพราะลืมคำนึงถึงความรู้ที่จำกัดของมนุษย์ ลองคิดดูง่ายๆ จินตนาการว่าเราอยู่ในยุคที่มนุษย์ไม่มีความรู้เรื่องแม่เหล็กไฟฟ้า ถ้ามีคนมาบอกว่า ในร่างกายเรานี้มีกระแสไฟฟ้าคอยส่งข้อมูลจากส่วนหนึ่งไปอีกส่วน คนสมัยนั้นก็ผ่าพิสูจน์ดูเลยว่ามีไอ้เจ้ากระแสไฟฟ้านี้จริงรึเปล่า ผ่าออกมาปรากฎว่าไม่มีใครเห็นกระแสไฟฟ้าเลย(เพราะไม่รู้จะวัดยังไง) แต่เห็นว่ามีต่อมเยอะแยะ แล้วก็มีเลือด มีน้ำเหลือง คนสมัยนั้นก็อาจจะบอกว่า นี่ไงมีเลือดและน้ำเหลืองไหลไปมาในร่างกายเรา ไม่เห็นมีกระแสอะไรเลย แม้จะผ่าเป็นพันๆ รายก็ไม่เห็นมี อย่างนี้เราสรุปได้มั้ยว่ากระแสไฟฟ้าไม่มีจริง

เรื่องของเรื่องก็คือเวลาที่คนมีสิ่งที่ดูเหมือนจะเหนือกว่าคนอื่น เช่นมีความรู้มากกว่าคนอื่น หรือมีอำนาจมากกว่าคนอื่น คนๆนั้นก็มักจะมีความหยิ่งยะโสในสิ่งที่ตนมี จนทำให้พูดหรือทำอะไรที่ผิดจากความสมควร นักวิทยาศาสตร์ก็ไม่ได้เป็นข้อยกเว้น เป็นเหตุให้สรุปอะไรเกินเลย พูดกันตามจริงแล้ว ถ้าเราบอกว่าคนทั่วไปเชื่อโดยที่ยังไม่ได้พิสูจน์ เราก็สามารถพูดได้เหมือนกันว่านักวิทยาศาสตร์ไม่เชื่อโดยที่ยังไม่พิสูจน์ เป็นความสุดโต่งเหมือนกันแต่คนละด้าน

ทฤษฎีสมรู้ร่วมคิด

วันนี้ขอตั้งทฤษฎีสมรู้ร่วมคิดดูสักครั้ง เรื่องมันเริ่มจากการเสนอข่าวของสำนักข่าวต่างประเทศในกรณีการสลายการชุมนุม การเสนอข่าวมันออกไปในแนวว่า การชุมนุมเป็นการชุมนุมอย่างสันติ ปราศจากอาวุธ แต่ถูกรัฐใช้กำลังเข้าปราบปราม ภาพที่ออกไปคือรัฐเป็นฝ่ายผิด คนไทยที่ติดตามเหตุการณ์ในประเทศของตัวเองย่อมเห็นว่าการเสนอข่าวแบบนี้เป็นการบิดเบือน มีการโต้แย้งไปยังสำนักข่าวต่างประเทศ มีการตั้งข้อสงสัยว่าทำไมข่าวที่ออกมาถึงบิดเบือน คนส่วนมากก็จะบอกว่าฝรั่งไม่เข้าใจความเป็นมาเป็นไปของประเทศไทย บ้างก็ว่าเป็นอุปสรรคเรื่องภาษา บ้างก็ว่าเป็นเพราะทัศนคติพื้นฐานของฝรั่งที่มักจะมองการชุมนุมเป็นการลุกขึ้นสู้ของประชาชนกับอำนาจเผด็จการ ฟังๆ ดูก็ดูเหมือนจะเข้าใจได้ แต่คิดไปคิดมา สำนักข่าวต่างประเทศที่รายงานบิดเบือนนั้นเป็นถึงสำนักข่าวชื่อดัง และไม่ใช่แค่ CNN อย่างเดียวที่รายงานข่าวทำนองนี้ ผมฟัง BBC ก็ออกไปในทำนองเดียวกัน เมื่อพิจารณาถึงชื่อเสียงของสำนักข่าวพวกนี้ บวกกับความสำคัญของสถานการณ์การเมืองไทย ผมมองว่าพวกนักข่าวต่างชาติน่าจะมีปัญญาเข้าใจสถานการณ์ของเราได้ หรือต่อให้นักข่าวภาคสนามไม่เข้าใจ คนในสำนักข่าวก็น่าจะมีระบบกรองข้อมูลที่ดีพอ ไม่น่าจะปล่อยให้ข่าวที่ออกมาเป็นการบิดเบือนเนื่องมาจากความผิดพลาด

ถ้าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากความผิดพลาด แล้วมันเกิดจากอะไร?คนไทยส่วนมากมีแนวคิดอุดมคติเรื่องความเป็นกลางของสื่อ คิดว่าสื่อที่ดีต้องเป็นกลาง สื่อที่ไม่เป็นกลางเป็นสื่อที่ใช้ไม่ได้ ผมอยากจะบอกว่าในความเป็นจริงไม่มีสื่อที่ไหนสามารถเป็นกลางได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะสื่อก็เป็นคน คนก็ต้องมีความคิดความเห็น คนธรรมดาไม่มีทางแยกการกระทำกับความคิดความเห็นของตนออกได้โดยสมบูรณ์ ดังนั้นสื่อในโลกของความเป็นจริงจึงมีสามแบบ

  1. รู้ตัวว่าเลือกข้างและแสดงความไม่เป็นกลางออกมาชัดเจน
  2. พยายามทำตัวเป็นกลาง แต่บางครั้งก็ห้ามไม่ได้ที่จะเอาความคิดของตัวเองผสมลงไปในสื่อ
  3. จงใจแกล้งทำตัวเป็นกลาง

สื่อประเภทแรกไม่น่ากลัวเท่าไหร่ครับ เพราะถ้าเรารู้ว่าสื่อมีความคิดแบบไหน เราก็เข้าใจได้ว่าสื่อนั้นมักจะเสนอข่าวในมุมมองไหน เราก็ไม่หลงคิดว่านั่นคือสิ่งที่เสนอนั้นเป็นทั้งหมดของความจริง ในทางตรงข้าม สื่อที่น่ากลัวคือสื่อประเภทสุดท้ายที่จงใจทำตัวเหมือนจะเป็นกลาง สื่อประเภทนี้สามารถชักนำสังคมไปในทิศทางที่ตัวเองต้องการโดยอาศัยความเชื่อมั่นและไว้วางใจที่ประชาชนมีให้ สื่อแบบนี้จึงเป็นอาวุธชั้นดีในการต่อสู้อะไรก็แล้วแต่ เป็นเหมือนมีดที่มองไม่เห็น เป็นอาวุธในสงครามที่มองไม่เห็น

เราอาจเข้าใจกรณีของสื่อบิดเบือนได้ดีขึ้นถ้าเราถอนเอาสมมติฐานที่เราตั้งไว้ในใจโดยไม่รู้ตัวออกไปก่อน สมมติฐานนั่นก็คือ ‘สำนักข่าวต่างชาติต้องการรายงานข่าวที่เป็นกลาง’ คนไทยส่วนมากมีความเชื่อฝังใจลึกๆ ว่าฝรั่งดี ฝรั่งเก่ง สื่อของฝรั่งก็ต้องดี ต้องมีความเป็นกลางตามอุดมคติของคนไทย เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นแค่ความผิดพลาดทางเทคนิค หากเราลองถอนสมมติฐานพวกนี้ออกไปก่อน เราจะพบว่าคำอธิบายที่ง่ายและเป็นไปได้มากที่สุดของเหตุการณ์นี้คือ สื่อต่างชาติจงใจเสนอข่าวแบบนี้เพื่อให้ผลบางอย่างตามที่เขาต้องการ

เราอาจมองโลกไร้เดียงสาเกินไป ประเทศมหาอำนาจจะมีอำนาจยืนนานได้อย่างไรถ้าไม่มีกลยุทธ์ลึกซึ้ง เรามักมองว่าต่างประเทศน่าเชื่อถือ ต่างประเทศไม่มีส่วนได้เสีย ต่างประเทศจริงใจ ความจริงมันอาจจะไม่ได้เป็นอย่างนั้นก็ได้นะ แน่นอนว่าผมอาจจะคิดมากไปครับ แต่คิดให้รอบด้านยังดีกว่าอยู่อย่างประมาท

ช่วงที่ผ่านมามีคนพูดกันมากเรื่องการมองและกระทำต่อบุคคลคนอื่นอย่างเหมาะสม บางคนก็ว่าสังคมมีปัญหาเพราะคนมองว่าคนอื่นต่ำกว่าตน บางคนก็ว่าสังคมมีปัญหาเพราะคนเหมารวมว่าทุกอย่างเท่ากัน คนกลุ่มแรกมักจะมีประโยคเด็ดอยู่ที่ว่า “เราก็เป็นคนเหมือน”กัน เวลาที่เป็นคนเหมือนกัน สิทธิต่างๆก็ควรจะเหมือนกัน อันโน้นก็เหมือนกัน อันนี้ก็เหมือนกัน กลุ่มที่สองก็จะเถียงว่า ถ้าพูดว่าคนทุกคนเหมือนกันหมด อย่างนี้เราก็ต้องปฏิบัติต่ิอคนดีกับคนเลวเหมือนๆกันกระมัง เถียงกันไปเถียงกันมาก็ทะเลาะกัน แล้วตกลงคนมันเหมือนกันหรือคนมันต่างกันกันแน่

คำตอบก็ไม่ได้ยากอะไร แค่ทำตัวถอยออกมานิดนึง แล้วมองกลับไปดู ก็จะพบว่าคนมันก็เหมือนกันและมันก็ต่างกันนั้นแหละ ฟังดูงงๆ แต่ว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ในแง่หนึ่งเราต้องยอมรับว่าคนแต่ละคนมีความต่างกัน คนบางคนมีความรู้มาก บางคนมีความรู้น้อย บางคนร่างกายแข็งแรง บางคนอ่อนแอ บางคนถนัดใช้สมอง บางคนถนัดใช้แรงงาน บางคนมีความสามารถด้านหนึ่ง อีกคนชำนาญอีกด้านหนึ่ง คนเรามันมีความต่างกันอยู่ ถ้าไม่เชื่อลองเอานายกมาทำนา แล้วเอาชาวนาไปตอบคำถามในสภาดูสิ แน่นอนว่าชาวนาก็ต้องทำนาเก่งกว่านายก และนายกก็ต้องมีความสามารถในการพูดดีกว่าชาวนา แต่ในความต่างเหล่านี้ ยังไงมันก็มีความเหมือนกันอยู่ คือทั้งสองคนเป็นคนเหมือนกัน แต่ละคนมีความสามารถในการพัฒนาตัวเอง สามารถทำประโยชน์ในตัวเองและผู้อื่นได้ โดยสิ่งที่ทำก็เป็นในตามความถนัดของตน ดังนั้นจะมาบอกว่าคนเราเท่ากันโดยสมบูรณ์มันก็ไม่ถูกนัก หรือจะบอกว่าคนเราต่างกันโดยสมบูรณ์มันก็ไม่จริง

พูดมาถึงตรงนี้ หลายคนก็อาจจะบอกว่า ไม่ต้องมาพูดก็ได้ ของอย่างนี้ใครๆก็รู้กันอยู่แล้ว มันก็จริงครับที่คนทั่วไปก็น่าจะคิดได้ แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า คนทั่วไปชอบ ‘ลืมตัว’ แนวโน้มของคนเราเวลาเจอเหตุการณ์อะไรก็แล้วแต่ เราจะควานหาวาทกรรมที่สวยงามในสมองของตัวเอง แล้วก็มีการให้ค่าเหตุการณ์นั้นๆ ตามการเปรียบเทียบกับข้อมูลเดิม จากนั้นก็พัฒนาเป็นความยึดมั่นในความคิดความเห็นที่เกิดขึ้นมาทันทีโดยที่ยังไม่ได้พิจารณาให้ดีซะก่อน การยึดมั่นในความเห็นนี่เหมือนกับการขุดหลุมให้ตัวเอง โดยในที่นี้เรามีวาทกรรมที่นึกขึ้นได้อยู่ก้นหลุม คนที่ยึดในวาทกรรมว่าคนเหมือนกันก็จะอยู่ในหลุมของตัวเอง เวลามองก็มองจากหลุมของตัวเอง มองยังไงมันก็ไม่เข้าใจความคิดของคนอื่น เพราะตัวเองมัวแต่อยู่ในหลุมของตัวเอง ในทำนองเดียวกันคนอีกคนก็ขุดหลุมให้ตัวเอง โดยมีวาทกรรมที่ดูสวยงามเช่น ‘ผิดเป็นผิด ถูกเป็นถูก’ เป็นเหยื่อล่ออยู่ที่ก้นหลุม ผมต้องพูดให้ชัดว่าวาทกรรมเหล่านี้ไม่ใช้สิ่งที่ผิดอะไร วาทกรรมแต่ละวาทกรรมประกอบไปด้วยความจริงและคุณค่าในตัวของมันเอง แต่การไปกอดวาทกรรมหนึ่งๆไว้ ก็เหมือนกับเรามองโลกด้านเดียว เหมือนอยู่ในหลุมๆเดียว ไม่มีทางเข้าใจภูมิประเทศโดยรวม

นอกจากประเด็นเรื่องคนเหมือนกัน คนต่างกันแล้ว ยังมีวาทกรรมที่สัมพันธ์กับสังคมไทยอีกหลายกรณี

ประเด็นเรื่องความเป็นกลาง อันนี้พูดไว้แล้วในบทความเรื่องความสุดโต่งประเภทยึดความเป็นกลาง http://rkcosmos.wordpress.com/2010/04/

ประเด็นเรื่องประชาธิปไตย อันนี้น่าสนใจมาก คนรุ่นใหม่ถูกสอนมาตั้งแต่เด็กๆ ว่า ประชาธิปไตยดีอย่างโน้นดีอย่างนี้ ประชาชนมีสิทธิเสมอภาค มีความเท่าเทียมกันต่างๆ นานา อะไรก็ตามที่ผิดไปจากนี้ ใช้ไม่ได้ทั้งสิ้น เวลามีคนพูดอะไรที่เบี่ยงเบนออกจากประชาธิปไตยหน่อย ก็จะคัดค้านทันที พร้อมกับบอกว่า มันไม่ใช่ประชาธิปไตย ราวกับว่าประชาธิปไตยคือพระเจ้ากระนั้น เรา ‘ลืม’ ไปอีกนั่นแหละว่าจุดมุ่งหมายของการมีระบบการปกครองคืออะไร จุดมุ่งหมายหลักคือการที่ผู้คนอยู่ร่วมกันได้อย่างดีและมีสุข ประชาธิปไตยเป็นระบบที่ฝรั่งคิดว่าเหมาะสมกับประเทศของเค้า นั่นคือทำให้สังคมเค้าดี ทำให้สังคมเค้าเจริญ ถ้าหากว่าประชาธิปไตยไม่สามารถทำให้สังคมใดสังคมหนึ่งเจริญขึ้นมาได้ ประชาธิปไตยในสังคมนั้นก็ไม่ได้มีค่าอะไร

มองในแง่หนึ่งประชาธิปไตยแบบหนึ่งคนหนึ่งเสียงเป็นระบบที่น่าจะป้องกันการกุมอำนาจเบ็ดเสร็จได้ดีที่สุด แต่มองอีกแง่หนึ่ง การกำหนดทิศทางของประเทศจากการเอาความเห็นของคนมาหาค่าเฉลี่ยหรือหาค่าฐานนิยม เป็นวิธีทางสถิติแบบที่โง่ที่สุด คือไม่รู้จะทำยังไงให้มันดีกว่านี้ก็เอาข้อมูลมาเฉลี่ยเลยละกัน ถ้าเราคิดกันตามจริง ไม่มีอะไรรับประกันเลยว่าระบอบที่ดีในประเทศหนึ่งจะใช้ได้ดีในอีกประเทศหนึ่ง โดยเฉพาะอย่่างยิ่งประเทศที่มีพื้นฐานทางวัฒนธรรมที่ต่างกันโดยสิ้นเชิงอย่างประเทศแถบตะวันตกกับประเทศตะวันออก มองในแง่หนึ่งระบอบการปกครองก็เหมือนเสื้อผ้าที่คนใส่ เหมือนในแง่ที่ว่าเราไม่สามารถบอกได้ว่าระบอบไหนดีที่สุด มันมีแต่ระบอบที่เหมาะกับประเทศนั้นๆ คนเราควรจะเลือกใส่เสื้อผ้าตามขนาดของตัวเอง ไม่ใช่ไปเห็นว่าคนอื่นใส่เสื้อผ้าชุดนี้ดีแล้ว เราก็ต้องพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างแสนสาหัส เช่นต้องลดน้ำหนักสิบกิโลเพื่อให้เราเข้ากับเสื้อผ้าชุดนั้น  ถ้าหากเรายอมถอยออกมานิดนึง แล้วหันมามองจุดมุ่งหมายที่เราต้องมีระบอบการปกครอง เราอาจจะเห็นสิ่งที่เหมาะกับเราจริงๆ ก็ได้

เขียนไปเขียนมา ทำไมเรื่องประชาธิปไตยมันยาวจัง ความจริงตั้งใจจะยกตัวอย่างเฉยๆ ประเด็นที่ต้องการสื่อจริงๆ คือเรื่องการยึดมั่นในวาทกรรมที่ดูสวยงาม จนลืมดูเหตุการณ์จากมุมมองอื่นๆ ลืมว่าอะไรสำคัญเป็นหลัก อะไรสำคัญรอง แน่นอนว่าวาทกรรมที่ยึดอาจจะดีจริง ถูกจริง แต่อาจจะมีแนวคิดอื่นที่มีความสำคัญต่อเหตุการณ์ ณ ขณะนั้นมากกว่า การยึดในวาทกรรมที่สำคัญรองลงมาก็นำไปสู่การตัดสินใจที่ให้ผลเสียมากกว่าผลดี

Older Posts »

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.