- ไม่อายหมา
“ ปีนี้ผมบริจาคเงินหนึ่งแสนบาท ”
เกิดเป็นมนุษย์น่าจะทำได้ดีกว่าใช้เงินเสพสุขไปไม่มีที่สิ้นสุด
หลายคนอาจอยากถามว่าบริจาคทำไม? มีเรื่องอะไรเป็นพิเศษรึเปล่า?
คำตอบสั้นๆของผมคือ ไม่มีอะไร ก็เงินมันเหลือ
แล้วทำไมเงินถึงเหลือ?
ผมอยากชวนให้คิดกันดูว่า ชีวิตความเป็นอยู่ของเราในปัจจุบันมันดีกว่าคนเมื่อสัก 50 ปีก่อนแค่ไหน หรือถ้าเทียบกับคนเมื่อสักหลายร้อยปีก่อน ชีวิตชนชั้นกลางคงสะดวกสบายพอๆ กับเจ้าผู้ครองแคว้น หรือเอาง่ายๆนะ ผมว่าชีวิตผมสะดวกสบายกว่าพ่อแม่มหาศาลเลยนะ แต่ดูเหมือนว่าคนรุ่นเรา(และรุ่นอื่นๆด้วย) ไม่เคยมีใครรู้สึกพอกันเลยนะ พอมีของอะไรใหม่ๆ เราก็เอาใจไปจดจ่อ อยากได้ๆ หรือเวลาไปเห็นของคนอื่นที่ดีกว่าแพงกว่า เราก็อยากได้ๆ คิดดูนะ ขนาดหมาที่อิ่มท้องแล้วมันยังไม่วิ่งไล่หาเนื้อเลย แล้วคนที่มีทรัพยากรเยอะแยะแล้วยังวิ่งเอาของดีของใหม่เข้าตัวเองตลอดเวลาน่ะ มันไม่รู้สึกอายหมาบ้างหรอ
ความจริงผมไม่อยากให้คิดว่าการบริจาคเงินเป็นเรื่องวิเศษวิโสอะไร อยากให้มันเป็นเรื่องธรรมดา มันก็แค่เราใช้ชีวิตแบบไม่ให้อายหมา พอก็คือพอ ทำดีเท่าหมาเนี่ยแหละ เสร็จแล้วเงินมันเหลือเอง เพราะธรรมชาติของคนมันหัวดีกว่าหมา มันทำประโยชน์ได้มากกว่าหมา มันก็เลยมีทรัพยากรเหลือมากกว่าหมา มีของเหลือแล้วก็เอามาช่วยคนอื่นที่เขาขาดแคลน “เป็นการเสียสละประโยชน์ส่วนน้อย(คือการบริโภคส่วนเกินของเราเอง) เพื่อประโยชน์ที่ใหญ่กว่า” นี่คือความหมายของคำว่าบริจาค แค่นั้นเอง! ความสำคัญของเรื่องนี้มันไม่ได้อยู่ที่ปริมาณเงินที่บริจาค ความสำคัญอยู่ที่วิธีการใช้ชีวิตที่ไม่กอบโกยเข้าตัวเองมากเกินไป ทรัพยากรจึงเหลือกินเหลือใช้ แล้วค่อยเอามาแบ่งให้คนอื่นตามกำลังที่ตนมี
สำหรับคนที่อยากรู้ เงินหนึ่งแสนบาทที่ผมบริจาคแบ่งไปตามที่ต่างๆ ดังนี้
- บริจาคซื้อหนังสือสำหรับเด็กเอาไว้ตามโรงพยาบาล มูลนิธิเด็ก 15000 บาท
- สื่อธรรมะ สวนสันติธรรม 10000 บาท
- กฐินสร้างอุโบสถ สวนสันติธรรม 20000 บาท
- กฐินวัดหลวงตามหาบัว 5000 บาท
- งานบวชตัวเอง 5000 บาท
- ค่าอาหารสำหรับผู้ปฏิบัติธรรม วัดพระธาตุผาแก้ว 10000 บาท
- ช่วยพระอาพาธ วัดพระธาตุผาแก้ว 10000 บาท
- มูลนิธิชัยพัฒนา 10000 บาท
- ช่วยน้ำท่วม มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย 5000 บาท
- ช่วยน้ำท่วม กองงานสมเด็จพระเทพฯ 5000 บาท
- ซื้อหนังสือเข้าวัด วัดอาษาสงคราม (วัดที่จะไปบวช) 5000 บาท
หมายเหตุ: ถึงวันนี้ (20 ตุลาคม 2554) เงินทั้งหมดได้โอนไปหมดแล้วเหลือแต่หนังสือที่รอขนไปวัด
- ไม่อายคน
“ ผมจะปฏิวัติระบบการศึกษาไทย ”
เกิดเป็นมนุษย์น่าจะทำได้ดีกว่าผลาญเวลาเล่นไปวันๆ
เรื่องนี้มันสืบเนื่องมาจากสองเหตุการณ์ที่เกิดในเวลาใกล้ๆกัน เรื่องแรกเกิดจากความตั้งใจบริจาคเงินข้างต้นครับ คือตอนแรกผมแค่คิดว่าจะเอาเงินไปบริจาค แต่คิดไม่ออกว่าจะเอาไปที่ไหนดี ก็เลยไปถามพี่ไป๋(พี่ชาย) เพราะเค้าเคยทำงานเกี่ยวข้องกับการรวมรวบสถานที่รับบริจาค ปรากฎว่าพี่ไป๋ก็เสนอว่าไหนๆก็จะบริจาคแล้ว ทำไมไม่บริจาคอย่างอื่นที่ไม่ใช่เงินบ้าง เช่นบริจาคเวลาและความรู้ แล้วก็เปิด Ted Talk ตอนที่เกี่ยวกับ Khan Academy ขึ้นมาให้ดู มันเป็นเรื่องของการสอนหนังสือผ่าน internet ครับ ซึ่งเป็นความคิดที่ผมเคยคิดจะทำเมื่อนานมาแล้ว แต่ติดปัญหาทางด้านเทคนิค หลายปีผ่านไปจากวันที่คิดครั้งแรกเมื่อตอนป.ตรี ตอนนี้เทคโนโลยีเราดีขึ้น ถูกขึ้น ทำให้แนวความคิดเดิมดูจะเป็นจริงง่ายขึ้น
เรื่องที่สองเกิดจากการคุยกับพี่ไป๋อีกเช่นกัน คือพี่ไป๋เนี่ยเค้าทำงานด้านสังคม คนทำงานด้านสังคมส่วนมาก(เกือบทั้งหมด) ก็มักจะจบมาทางสายสังคม ทำให้มีพื้นฐานความคิด และกระบวนการทำงานออกมาในรูปแบบเดิมๆ ซึ่งผมเห็นว่าการทำงานเพื่อสังคมมันน่าจะดีกว่านี้ได้นะ ความจริงประเทศไทยเรามีค่านิยมที่ดีเกี่ยวกับการทำเพื่อสังคมพอสมควรนะครับ อย่างเช่นมีค่ายอาสาพัฒนา อาสาสมัครปลูกป่า แพ็คของ ก่อกระสอบทราย ฯลฯ ของพวกนี้ผมเห็นว่าดีนะครับ แต่ผมไม่เคย appreciate กับกิจกรรมพวกนี้เลย สาเหตุที่ไม่ appreciate ก็เพราะว่า ผมคิดว่าเรากำลังใช้ทรัพยากรบุคคลไปอย่างไร้ประสิทธิภาพครับ เราไม่ได้ดึงเอาศักยภาพของคนออกมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ผมไม่เข้าใจว่าทำไมนักฟิสิกส์คนหนึ่งที่เรียนมาตั้งเยอะเนี่ย อยากจะทำอะไรที่มันมีประโยชน์ สิ่งที่ทำได้คือใช้แรงงานครับ ผมไม่ได้ดูถูกการใช้แรงงานนะครับ อย่าเข้าใจผิด ผมแค่คิดว่าเราไม่มีงานที่รองรับความสามารถจำนวนมากของคนไทย ทำให้ศักยภาพของคนพวกนี้ไม่ถูกใช้อย่างเต็มที่เพื่อประโยชน์ของสังคม ผมก็เลยเสนอว่าเราน่าจะลองดึงเอาความรู้ความสามารถของคนสายวิทยาศาสตร์มาทำงานด้านสังคมนะ ผมได้สนับสนุนให้เกิดความร่วมมือระหว่างคนสองกลุ่มคือคนสายสังคมและคนสายวิทย์ โดยให้แต่ละฝ่ายทำงานในส่วนที่ตนถนัด เพื่อเติมเต็มความสามารถที่อีกฝ่ายไม่มี ผลจากการประชุมร่วมหลายครั้งนำไปสู่โครงการด้านการศึกษาครับ ซึ่งโครงการนี้ก็สัมพันธ์กับเหตุการณ์แรกเรื่อง Khan Academy นั่นเอง แต่เราจะปรับเปลี่ยน เพิ่มเติมแนวทางให้เหมาะกับสังคมไทยมากขึ้น
แล้วโครงการนี้มันเกี่ยวกับการปฏิวัติการศึกษายังไง
ก่อนอื่นขอเล่านิดนึงว่า ครอบครัวผมมีแนวความคิดเรื่องการพัฒนาสังคม ผมเองก็คิดเรื่องนี้มานานพอควร ผมคิดว่าหลายๆ คนที่คิดเรื่องนี้คงเห็นเหมือนกันว่า สังคมไทยต้องการการปฏิวัติครับ ปฏิวัติในที่นี้แปลว่าการเปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิงครับ ที่ผ่านมาสังคมไทย “พยายาม” ปฏิวัติสังคมด้วยวิธีการแข่งกันยึดอำนาจรัฐ ในมุมมองของผม ประเทศไทยไม่เคยมีการปฏิวัติที่สำเร็จครับ เพราะอำนาจรัฐไม่ใช่สังคม เราแค่คิดเอาเองว่าเปลี่ยนอำนาจรัฐแล้วจะเปลี่ยนสังคมได้ สิ่งที่เราเห็นคือมันไม่เคยสำเร็จครับ ณ วันนี้ผมจึงคิดว่า ถ้าเราคิดจะพัฒนาสังคมจริง เราต้องเปลี่ยนวิธีการครับ โยนการเมืองทิ้งไป เรามาเริ่มต้นกันใหม่ เริ่มต้นจากต้นตอ ดูซิว่าสังคมคืออะไร คำตอบของผมคือ “สังคม=คน” ครับ สังคมไม่ได้เท่ากับอำนาจรัฐ เพียงแต่ว่าอำนาจรัฐมันมีศักยภาพที่จะเปลี่ยนแปลงคนได้ง่าย แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าอำนาจรัฐเป็นหนทางเดียวที่จะปฏิวัติสังคมครับ หนทางที่ผมเสนอคือ เลิกหวังพึ่งอำนาจรัฐครับ เลิกบ่นด่าเรื่องการเมือง เลิกหวังว่าวันหนึ่งเราจะได้คนดีมาปกครองประเทศแล้วเค้าคนนั้นแค่คนเดียวจะทำให้ประเทศเจริญ ผมเสนอให้ทุกคนลงมือปฏิวัติสังคมด้วยตนเอง ด้วยศักยภาพและความชำนาญของตัวเอง เริ่มจากตัวเองจนมาถึงสังคมรอบข้าง และด้วยวิธีการที่ฉลาดพอ ประชาชนธรรมดาๆ ที่มีความตั้งใจจริง อาจจะมีอำนาจในการเปลี่ยนแปลงประเทศมากกว่าคนที่ครองอำนาจรัฐก็ได้ ด้วยแนวคิดนี้ผนวกกับการผสานกำลังระหว่างบุคลากรสายสังคมและบุคลากรสายวิทยาศาสตร์ ผมเชื่อว่าเราจะสามารถปฏิวัติระบบการศึกษาไทยได้ครับ
อ้อ ที่อยากจะบอกอีกอย่างก็คือ ความจริงคนเรามีเวลาไม่น้อยนะครับ แต่เราผลาญเวลาเล่นกันไปมาก ประสบการณ์ส่วนตัวที่ไปอยู่คนเดียวต่างประเทศ ผมพบว่าถ้าเราไม่เอาเวลาไปผลาญกับเรื่องไร้สาระ เราจะมีเวลาเหลือจำนวนมาก อย่างผมนี่นะ เรียนหนังสือก็หนักนะ แต่ก็ยังพบว่ามีเวลาเหลือพอควรเลยทีเดียว ผมว่ามากพอที่จะปฏิวัติระบบการศึกษาไทยก็แล้วกัน
- ไม่อายเทวดา
“ ผมจะเดินไปสู่ความพ้นทุกข์ ”
เกิดเป็นมนุษย์น่าจะทำได้ดีกว่าวิ่งหาความสุข วิ่งหนีความทุกข์ไปวันๆ
ลองดูดีๆ จะพบว่าสิ่งที่เราทำๆ กันทุกวันมีอยู่แค่นี้เองครับ วิ่งหาความสุขและวิ่งหนีความทุกข์ แม้แต่การทำงานช่วยเหลือสังคม ช่วยเหลือคนอื่นก็เป็นการหาความสุขในรูปแบบที่ละเอียด ปราณีตขึ้นมาเท่านั้นเอง คำถามคือ แล้วถ้าไม่ทำอย่างนี้ แล้วจะให้ทำอย่างไร
สั้นๆ คือผมกำลังจะไปบวชครับ
เรื่องยาวๆ มันมีอยู่ว่า ผมศึกษาวิธีการปฏิบัติธรรมมาหลายปี พร้อมทั้งลงมือทดลองด้วยตนเอง ถึงวันนี้ผมพอจะเข้าใจแล้วว่า ทำไมพระพุทธเจ้าถึงสอนเรื่องไตรลักษณ์ และเห็นทิศทางด้วยว่าปฏิบัติอย่างไรจึงไปถึงนิพพาน ทำอย่างไรจึงพ้นจากวังวนวิ่งหาสุขวิ่งหนีทุกข์นี้ไปได้ จะเหลือก็แต่ไม่รู้ว่าระยะทางมันไกลแค่ไหน แต่มีความมั่นใจสูงว่าถ้าเดินไปในทิศทางนี้ยังไงก็ต้องถึง และขาดความทุ่มเทที่จะเดินไปเท่านั้นเอง ตอนที่อยู่ต่างประเทศผมย้อนคิดดูว่า เราใช้เวลากับการศึกษาเรื่องทางโลกมหาศาลเลยนะ มากจริงๆ เรียกว่าตั้งแต่เกิดมาเราก็มีการเรียนทางโลกเป็นงานหลักตลอดเวลา การภาวนานั้นจะทำควบคู่ไปกับงานทางโลกก็พอได้อยู่ แต่ผมคิดว่ากำลังของตัวเองยังไม่กล้าแข็งพอ จึงอยากอุทิศเวลาให้การศึกษาทางธรรมเป็นหลักบ้าง ตอนแรกผมวางแผนว่าจะหยุดเรียนหลังปริญญาโทสักหนึ่งปี เพื่อกลับมาไทยและมาบวชสักสามเดือนหกเดือน ถ้าคิดเป็นสัดส่วนแล้วก็ยังถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับเวลาเรียนทางโลกหลายสิบปี สิ่งที่ยากมันอยู่ที่การเว้นวรรค เพราะความรู้ทางโลกมันลืมเร็ว ถ้าหยุดเรียนไปแล้วจะไปสมัครเรียนต่อก็จะยากขึ้น แต่ยังไงผมก็ตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะกลับมาบวช ปรากฎว่า ตอนนั้นเป็นช่วงที่ทำวิจัยกับอาจารย์ที่ปรึกษาอยู่ ผมรู้ว่าอาจารย์ที่ปรึกษาสองคนของผมมีตำแหน่ง(พร้อมเงิน) สำหรับปริญญาเอกว่างอยู่หนึ่งตำแหน่ง ปรากฎว่าอาจารย์ถามผมและเพื่อนอีกสองคนว่าสนใจจะเอาตำแหน่งนี้มั้ย สถานการณ์ตอนนั้นถ้าผมตัดสินใจเอาก็มีโอกาสได้งานสูงมากถึงมากที่สุด แต่ผมปฏิเสธไปด้วยเหตุผลว่าต้องการพักการเรียนสักหนึ่งปี ผมกะเอาว่ากลับมาบวชแล้วเดี๋ยวค่อยไปหาสมัครที่อื่นทีหลังก็ได้ แม้ว่าจะรู้สึกเสียดายโอกาสง่ายๆที่ชีวิตผมไม่ค่อยมีก็ตาม เวลาผ่านไปหลายเดือนจนกระทั่งทำวิจัยเสร็จ อาจารย์ที่ปรึกษาสองคนตัดสินใจเสนอตำแหน่งปริญญาเอกสำหรับผม ด้วยการรวมเงินจากโปรเจคต่างๆ มาเป็นทุนสำหรับจ้างนักศึกษาได้หนึ่งตำแหน่ง พร้อมทั้งเสนอว่าให้หยุดเรียนไปก่อนได้ประมาณครึ่งปี ผมยอมรับข้อเสนอนี้ นี่ก็เลยเป็นเหตุให้ผมได้กลับไทยและกำลังจะบวชในวันที่ 23 ตุลาคมนี้ที่วัดอาษาสงคราม อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ และจะย้ายไปภาวนาที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรมในวันที่ 27 ตุลาคม จนถึงต้นปีหน้า จากนั้นค่อยเดินทางกลับไปเรียนปริญญาเอกต่อครับ