ผมเป็นคนประเภททิฏฐิจริต ชอบคิดมาก คิดๆ แล้วก็มีความเห็นต่อสิ่งต่างๆ อันโน้นดี อันนี้ไม่ดี อันโน้นถูก อันนี่ผิด เราต้องทำอันนี้ ไม่ทำอันโน้นฯลฯ แต่ละความเห็นก็มีเหตุผลประกอบ แต่ก่อนก็รู้สึกว่าเป็นอย่างนี้ดี มีเหตุมีผล ไม่ทำอะไรตามใจอยาก รู้สึกดีกว่าคนที่ไม่ค่อยคิดมาก รู้สึกว่าเราคิดเป็นผู้ใหญ่มากกว่าคนรุ่นเดียวกัน สังคมก็เห็นด้วยว่าการทำอะไรแบบมีเหตุมีผลนั้นดีกว่า ต่อมาพอโตขึ้น เห็นคนใช้เหตุผลมากขึ้น น่าจะเป็นกระแสของโลกด้วยที่คนพยายามจะใช้เหตุผล เพราะว่าสังคมให้การยอมรับ คนแต่ละคนก็ใช้เหตุผลต่างๆนานา สำหรับเรื่องๆเดียวกัน คนที่มีพื้นฐานต่างกัน ใช้เหตุผลที่ต่างก็ดูดี แต่นำไปสู่ข้อสรุปที่ขัดแย้งกัน ตัวอย่างแบบนี้มีให้เห็นจำนวนมาก บางทีข้อสรุปที่ต่างกัน ทำให้คนเกลียดกันไปเลยก็มี ยกตัวอย่างเช่นเรื่องการเมือง ในบางสังคมอาจจะดีกว่านั้นหน่อย เช่นสังคมวิทยาศาสตร์ คนใช้เหตุผลต่อสู้กันเสมอๆ ส่วนมากก็จะหาข้อสรุปร่วมกันได้ เพราะผลการทดลองมันดิ้นไม่ได้ แต่บางทีถ้าหาข้อสรุปร่วมไม่ได้ อย่างนี้ก็ถกเถียงกันไปเรื่อยๆ
สาเหตุที่ผมเขียนบทความนี้ขึ้นมา ก็เพราะรู้สึกว่า คนในโลกมีแนวโน้มที่จะยึดในความคิดความเห็นของตัวเองสูงขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งถ้ามีเหตุผลประกอบด้วยแล้ว คนก็มักจะเชื่อว่าความเห็นของตัวเองถูกที่สุดดีที่สุด เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว การจะรับเอาสิ่งใหม่ๆเ้ข้ามาก็ยากขึ้น การจะเข้าใจความเห็นของคนอื่นก็ยากขึ้น สถานการณ์แบบนี้นำไปสู่ความไม่เข้าใจกันและการแตกเป็นขั้วทางความเห็น สิ่งที่ผมอยากชี้ให้เห็นก็คือว่า เราไม่ควรยึดถือในความคิดความเห็นตามเหตุผลที่เราคิดได้จนเหนียวแน่นมากเกินไป เราควรมีที่ว่างในใจสำหรับข้อสรุปแบบอื่นๆ ด้วยเสมอ เพราะการคิดด้วยเหตุผลนั้นมันไม่สมบูรณ์แบบด้วยเหตุผลต่อไปนี้
- เหตุผลที่ฟังดูดีอาจจะถูกหักล้างด้วยเหตุผลอื่นได้
อันนี้เป็นเรื่องทั่วไป ถ้าเราฟังเหตุผลที่ดูดีแล้วก็เชื่อตามสนิทใจ เราอาจจะไม่ฟังเหตุผลอื่นๆ เพราะเราได้สร้างกำแพงในใจมาป้องกันเหตุผลที่เราเชื่อไปแล้ว
- เหตุผลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องแต่ละเรื่องมีจำนวนมหาศาล สมองน้อยๆ ของมนุษย์ไม่สามารถรวมรวบทุกอย่างเข้ามาพิจารณาได้
ข้อนี้หลายคนอาจจะไม่เห็นด้วย เพราะคิดว่าเราสามารถรวบรวมเหตุผลที่เกี่ยวข้องทั้งหมดได้ อย่างน้อยก็สำหรับเรื่องที่ไม่ซับซ้อนมากนัก ประเด็นนี้ ผมคิดว่าเราประเมินค่าความสามารถของมนุษย์สูงไป อันที่จริงมนุษย์มีข้อจำกัดมากกว่าที่เราคิด ในทางวิทยาศาสตร์ นักเรียนวิทยาศาสตร์ส่วนมากมักจะรู้สึกว่า วิทยาศาสตร์สามารถอธิบายอะไรได้เยอะแยะ แต่พอเรียนรู้ไปเรื่อยๆ ถึงจะรู้ว่าเราไม่รู้อะไรตั้งเยอะแยะเหมือนกัน การคิดหาเหตุผลก็เหมือนกัน ถ้าเราไม่คิดมาก เราก็จะรู้สึกว่าสิ่งที่เราคิดได้นั้นมันสมบูรณ์แล้ว สิ่งอื่นๆก็อาจจะมีผล แต่เราก็กะเอาเองว่ามันคงมีผลน้อยจนไม่ได้นำมาตัดสินใจ แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าการกะประมาณนั้นมันเป็นจริง ในเมื่อโยงใยที่ซับซ้อนของสิ่งมีชีวิตเป็นเรื่องที่เรายังไม่เข้าใจ
- เมื่อมีเหตุผลหลายอย่างแล้ว การให้น้ำหนักกับเหตุผลแต่ละอย่างเป็นเรื่องละเอียดอ่อน คนทั่วไปก็ให้น้ำหนักโอนเอียงไปตามประสบการณ์ส่วนบุคคลหรือความเชื่อพื้นฐานของตน หรือเลือกสนใจเหตุผลที่ตนสบายใจหรือได้ประโยชน์
ข้อนี้สำคัญมาก การใช้เหตุผลโดยไม่รู้ทันจิตใจตัวเองว่ามีอคติในทางใดทางหนึ่งย่อมนำไปสู่ผลสรุปที่แตกต่างกันออกไป คนทั่วไปโดยเฉพาะผู้ที่ไม่ตระหนักถึงจุดอ่อนของการใช้เหตุผลย่อมมีอคติอยู่เสมอ การรู้ทันตัวเองและการตรวจสอบจิตใจจึงเป็นส่วนสำคัญในการหาข้อสรุปที่ดี
- การใช้เหตุผล เป็นการหาความสัมพันธ์ระหว่างของเก่ากับของใหม่ เนื่องจากศักยภาพสมองของมนุษย์มีจำกัด ความสัมพันธ์ที่คนส่วนมากคิดได้จะเป็นความสัมพันธ์เชิงเ้ส้น เช่น จากข้อมูล A นำไปสู่ B ซึ่งทำให้เราสรุป C จากนั้นเราจึงตัดสินใจ D การคิดเชิงเส้นมีความอ่อนไหวต่อความผิดพลาดสูงมาก เช่นถ้าเราได้ข้อมูล A ผิด สิ่งที่เราคิดตามมาทั้งหมดก็ใช้ไม่ได้
ถ้าหากเรามีเส้นทางของเหตุผลหนึ่งแล้วเชื่อหมดใจว่าทุกอย่าง (A B C และ D) เป็นสิ่งที่ถูกต้อง สมมติต่อมาเราตรวจสอบได้ว่าข้อมูลที่ได้มาตอนแรก (A) เป็นข้อมูลที่ผิด เราอาจจะเลิกเชื่อใน A แต่มันเป็นเรื่องยากที่จะคอยลบความเชื่อ B C D และอื่นๆ ที่ตามมาทั้งหมดได้ ในสมองของเราจึงมักจะมีความเชื่อผิดๆ อยู่เสมอ เป็นเหตุให้เหตุผลที่คิดสืบเนื่องไปมีข้อผิดพลาดได้ง่าย
การยอมรับในข้อจำกัดของตัวเองในเรื่องอะไรก็แล้วแต่ รวมถึงการใช้เหตุผลนั้น เป็นเรื่องยากที่จะทำได้ ถึงแต่จะยอมรับและเห็นด้วย เราก็จะพยายามลืมมันโดยไม่รู้ตัว เพราะมนุษย์ทั้งหลายพยายามสร้างเสริมความเป็นตัวตนที่ดีที่เก่งอยู่เสมอ แต่หากมองข้ามข้อจำกัดพวกนี้ไป เราจะกลายเป็นคนที่คิดว่าข้าถูกเสมอ และพร้อมที่จะทำร้ายคนอื่นในนามของความถูกต้อง
สุดท้ายขอเขียนกันไว้นิดนึง ที่เขียนนี่ไม่ได้บอกว่าไม่ให้ใช้เหตุผลในการตัดสินใจนะ เพียงแต่ว่าเวลาเราใช้เครื่องมืออะไรก็แล้วแต่ เราต้องรู้จักจุดเด่น จุดด้อยของเครื่องมือเหล่านั้น การใช้เหตุผลก็เหมือนเครื่องมืออย่างหนึ่งที่มีจุดอ่อนที่เราต้องเรียนรู้และตระหนักให้มาก มิเช่นนั้นแล้วเราจะตกเป็นทาสของมัน หรือไม่ก็ใช้เหตุผลในทางสนองกิเลสอย่างเดียวคือหาเหตุผลสนับสนุนความเห็นแก่ตัวได้ทุกเรื่องไป
What else do you suggest other than using reasons?
คิดว่าคง”ไม่มี”สิ่งที่มา”ทดแทน”การใช้เหตุผลได้ เพียงแต่ว่าเราควรจะตระหนักรู้ถึงจุดอ่อนของสิ่งที่เราใช้ เมื่อรู้ว่ามันไม่สมบูรณ์ เราก็จะไม่ให้น้ำหนักกับมันมากเกินจริง ยกตัวอย่างเช่นเราคิดว่าสังคมควรจะเป็นแบบนี้ๆด้วยเหตุผลแบบนี้ๆ ถ้าเราคิดว่าการใช้เหตุผลของเราเป็นที่สิ่งสมบูรณ์(คือสมมติเอาเองว่ามันถูกต้องจนกว่าจะมีคนมาค้านได้ หรือแม้จะมีคนมาค้านก็ไม่ค่อยรับเพราะมีความยึดในเหตุผลอันเก่ามาก) เราก็จะคิดว่าสังคม”ต้อง”เป็นแบบนี้จริงๆ
ถึงแม้จะไม่มีสิ่งที่ทดแทนเหตุผล แต่มันมีสิ่งที่ช่วยให้การใช้เหตุผลดีขึ้นได้ ซึ่งก็คือการหมั่นสำรวจจิตใจตัวเองบ่อยๆ เพราะจุดอ่อนที่เราแก้ได้ของการใช้เหตุผลคือการมีอคติ และการยึดในความเห็นใดความเห็นหนึ่ง
I see. Thanks for your comment krub.