หลังจากช่วงเวลาที่ยากลำบากและยาวนานเป็นเวลาสองปี ในที่สุดผมก็จบการศึกษาระดับปริญญาโทในสาขาวิชาฟิสิกส์ทฤษฎี มหาวิทยาลัย Utrecht ประเทศเนเธอร์แลนด์ พร้อมทั้งเกียรตินิยม (Cum Laude) และเกรดเฉลี่ย GPA: 4.00
รายวิชาที่เรียน, รายละเอียดพร้อมทั้งสถิติของคะแนน (เต็ม 10) มีดังนี้
ปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1
- Quantum Field Theory: เป็น quantum field ขั้นพื้นฐานที่สุด ใช้หนังสือ http://www.amazon.com/Quantum-Field-Theory-Nutshell-Zee/dp/0691010196 วิชานี้สอนโดย Renate Loll เรามีแบบฝึกหัดจำนวนมหาศาลที่ต้องทำส่งภายในเวลาที่กำหนด แต่มันเป็นสิ่งที่ช่วยได้มากในการเรียนวิชานี้ แบบฝึกหัดที่เป็นระบบและสอดคล้องกับบทเรียนเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้วิชานี้เป็นวิชาที่ดีที่สุดวิชาหนึ่งที่ผมเคยเรียนมา ผลคะแนน 9 สถิติ QFT
- Statistical Field Theory: คล้ายๆกับวิชาแรก แต่เน้นหนักไปทาง condensed matter มากกว่า เราใช้หนังสือ http://www.amazon.com/Ultracold-Quantum-Theoretical-Mathematical-Physics/dp/1402087624 ผลคะแนน 8.5 สถิติ SFT
- General Relativity: วิชานี้สอนตามสไตล์อาจารย์ ไม่ตามหนังสือเล่มใดเล่มหนึ่ง การสอนวิชานี้ไม่ค่อยดี แต่โชคดีที่ผมมีพื้นฐานของวิชานี้ดีเพราะเคยเรียนเนื้อหาขั้นพื้นฐานตอนปริญญาตรี ผลคะแนน 9 ไม่มีสถิติ (อาจารย์ทำงาน part-time และออกแนวศิลปิน คือไม่ค่อยสนใจระบบสักเท่าไหร่)
ปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2
- Field theory in Particle Physics: วิชานี้โหดมาก เป็นเหมือน Quantum field ขั้นสูงที่เน้นไปทางฟิสิกส์พลังงานสูง มีเนื้อหาเป็นพวก Higgs mechanism, Standard model แถมยังเน้นการคำนวณที่ซับซ้อนด้วย เอกสารที่ใช้เป็น lecture note ที่อาจารย์ทำเองแต่มันหนามาก คาดว่าจะเอาไปพิมพ์เป็นหนังสือในอนาคต ผลคะแนน 9.5 (รู้สึกผิดเล็กน้อยที่ได้คะแนนสูง แต่ลืมเนื้อหาเร็วมาก เพราะใช้พลังงานไปกับการคำนวณที่ซับซ้อนมากเกินไป) สถิติ FTPP
- Field theory in Condensed Matter: อันนี้เรียนกับอาจารย์สามคน เนื้อหาเป็นเรื่องที่สัมพันธ์กับงานวิจัยที่อาจารย์แต่ละคนกำลังทำอยู่ วัดผลด้วยการจับกลุ่มเสนอผลงาน กลุ่มของผมมีสามคน ทำเรื่องเกี่ยวกับ Quantum Hall Effect และ Anyons ผลคะแนน ผ่าน
- Cosmology: วิชานี้อย่างเรียนตั้งแต่เด็กๆ แต่อาจารย์ที่นี่สอนไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ใช้เอกสารของตัวเอง ผลคะแนน 8.5 สถิติ Cosmology
- String Theory: อันนี้เป็นทฤษฎีสตริงขั้นพื้นฐาน ถ้าอยากทำวิจัยทางด้านนี้คงต้องศึกษาอีกมาก แต่ก็สนุกดี จำได้ว่าผมเขียนพิสูจน์ critical dimension ของ Bosonic string ความยาวประมาณ 5 หน้า เพื่อให้ได้ตัวเลข 26 แค่ตัวเดียว ผลคะแนน 8 สถิติ String
ปีที่ 2 ภาคเรียนทีี่ 1
- Student Seminar: Theoretical Physics: วิชาสัมมนาที่นี่ค่อนข้างจริงจัง เป็นเหมือนการปูพื้นฐานสู่การวิจัย ในแต่ละปีจะมีการเปลี่ยนหัวข้อใหญ่ที่ใช่ในการสัมมนาไปเรื่อยๆ สำหรับปีที่ผมเรียน เราเน้นทาง Integrable Systems ซึ่งผมไม่ค่อยสนใจ เริ่มแรกอาจารย์ก็มาสอนปูพื้นฐานก่อน จากนั้นนักเรียนก็ผลัดกันพูดสัมมนาสั้นๆ เกี่ยวกับเรื่องที่อาจารย์สอน (คนละ 15 นาที) จากนั้นอาจารย์ก็สอนอีกนิดหน่อยแล้วก็ให้นักเรียนแต่ละคนพูดสัมมนายาว (45 นาที) พร้อมทั้งส่ง short paper เนื้อหาของสัมมนายาวเป็นเนื้อหาที่ค่อนข้างก้าวหน้าไปจากที่อาจารย์สอนมากสักหน่อย เรียกได้ว่าเค้าต้องการให้เด็กไปอ่านเอง สรุปเองจริงๆ ผลคะแนน ผ่าน
- เริ่มต้นทำ thesis: ผมเลือกนานมากว่าจะทำงานด้านฟิสิกส์พลังงานสูงหรือพลังงานต่ำดี ตอนแรกสนใจทางด้านพลังงานสูงเพราะมันดูตื่นเต้นและลุ่มลึกดี แต่สุดท้ายก็เลือกทำด้านพลังงานต่ำ (condensed matter) เนื่องจาก 1. ฟิสิกส์พลังงานสูงมีจำนวนของปัญหาที่ต้องแก้น้อยกว่าในขณะที่แต่ละปัญหานั้นมีความยากสูงกว่าฟิสิกส์พลังงานต่ำ ฉะนั้นผมจึงมองว่าการทำพลังงานสูงจะต้องอาศัยความทุ่มเทที่สูงกว่าและความเป็นอัจฉริยะส่วนบุคคลสูง ถ้าเดินทางนี้แล้วคิดไม่ออกมันก็ตันไปเลย 2. ผมมองว่าส่วนมากฟิสิกส์พลังงานต่ำมีลักษณะที่จินตนาการไปถึงได้ง่ายกว่าในขณะที่บางครั้งการทำงานกับด้านพลังงานสูงก็มีแต่คณิตศาสตร์ที่ซับซ้อน ผมเป็นคนที่เรียนฟิสิกส์ด้วยการจินตนาการภาพ ดังนั้นฟิสิกส์พลังงานต่ำจึงเป็นของที่เข้ากับผมได้มากกว่า 3. ผมไม่คิดว่าในชีวิตนี้จะทุ่มเทให้กับฟิสิกส์อย่างเดียว (ถึงแม้ว่าความทุ่มเทที่มีจะมากกว่าคนทั่วไปอยู่แล้ว) การทำด้านพลังงานสูงมันยากกว่า จึงน่าจะอาศัยความทุ่มเทสูงกว่า
ปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2
- Topology and Geometry: เนื่องจากภาควิชาบังคับให้เรียนคณิตศาสตร์หนึ่งวิชา ผมจึงเรียนวิชานี้ซึ่งก็สนุกดี แต่มันยากสำหรับผมเพราะผมไม่เคยเรียนคณิตศาสตร์ที่เป็นคณิตศาสตร์จริงๆ ไม่มีคณิตศาสตร์เพื่อฟิสิกส์ วิธีคิด วิธีการมองปัญหาก็ต้องใช้ระบบที่แตกต่างจากวิชาที่ฟิสิกส์ที่คุนเคย ผลคะแนน 8.5 สถิติ Topology
- Master Thesis: บทสรุปของการทำวิจัยเป็นเวลาหนึ่งปีกับอาจารย์ที่ปรึกษาสองคน Henk Stoof, Rembert Duine ได้ออกมาเป็นวิทยานิพนธ์ http://webstage.science.uu.nl/ITF/Teaching/2011/RakpongKittinaradorn.pdf เรามี http://arxiv.org/abs/1107.2024 ขณะนี้กำลังรอผลตอบรับการตีพิมพ์ผลงาน ผลคะแนน 9 (คะแนนนี้เรียกว่าเป็นคะแนนสูงสุดทางปฏิบัติเพราะว่า Gerard ‘t Hooft นักฟิสิกส์รางวัลโนเบลที่ขณะนี้ยังสอนอยู่ที่นี่ เขาเรียนปริญญาโทที่นี่ หลักสูตรเดียวกันนี้เอง และเขาได้คะแนนวิทยานิพนธ์ 9 ซึ่งวิทยานิพนธ์นี้(ถ้าเข้าใจไม่ผิด)มีความสัมพันธ์กับงานที่เขาได้โนเบลด้วย) สถิติ thesis
หมายเหตุ: คะแนนเต็มสิบสามารถแปลงเป็นเกรด 1,2,3,4 ได้คร่าวๆ ดังนี้ 4.5 = เกรด 1, 6 = เกรด 2, 7 = เกรด 3, 8-10 = เกรด 4
ทั้งหมดนี้ก็เป็นผลจากการเรียนเป็นเวลาสองปีที่ผ่านมา สำหรับผมแล้ว ผมคิดอย่างไม่ถ่อมตัวว่านี่เป็นการประสบความสำเร็จขั้นสูง เพราะถ้าพิจารณาสิ่งรอบข้าง เช่นพื้นฐานการศึกษาของผม การเป็นชาวต่างชาติ ฯลฯ ผลการเรียนระดับนี้เป็นสิ่งที่ทำได้ยากอย่างยิ่ง (มีชาวต่างชาติเข้ามาเรียนในหลักสูตรนี้ 6 คน ในจำนวนนี้ 3 คนมาจากประเทศใน EU อีก 3 คนมาจากนอก EU ในปีแรกคนที่มาจากประเทศนอก EU สองคนต้องลาออก คนหนึ่งเรียนไม่ไหว สอบไม่ผ่านตามกำหนด อีกคนบอกว่าคิดถึงบ้าน ซึ่งทำให้ผมเป็นคนนอก EU คนเดียวในหลักสูตร หลังจากครบกำหนดสองปี มีชาวต่างชาติจบหลักสูตรเพียงสองคนคือผมกับเพื่อนสนิทชาวลิทัวเนีย อีกสองคนต้องยืดเวลาต่อ) ด้วยเหตุนี้ ผมจึงอยากจะสรุปปัจจัยที่ช่วยเกื้อหนุนในการเรียนครั้งนี้ โดยแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ กลุ่มแรกเรียกว่า คุณสมบัติหลัก เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าใช้ได้กับการทำอะไรก็ได้ให้ประสบความสำเร็จ กลุ่มที่สองเรียกว่า เทคนิค เป็นสิ่งที่ค่อนข้างเฉพาะเจาะจง สิ่งสำคัญที่อยากจะบอกก่อนก็คือว่า คุณสมบัติหลักทั้งหมดเป็นพื้นฐานของเทคนิค ถ้าไม่มีคุณสมบัติหลัก การเรียนรู้เทคนิคก็ไม่มีประโยชน์ คนส่วนมากละเลยพื้นฐาน มัวแต่จะเอาของฉาบฉวย ก็เลยไม่สามารถพัฒนาไปได้ไกล
คุณสมบัติหลัก
- ความอดทน (Patience): ความอดทนเป็นพื้นฐานของสิ่งอื่นทั้งหมด มันเป็นทั้งมาตรการด่านสุดท้ายที่จะปิดกั้นความล้มเหลวในเวลาที่พบกับความยากลำบากจนไม่รู้จะสู้อย่างไร บนเส้นทางชีวิตที่ยาวไกล บางขณะเราอาจจะเดินอยู่บนกลีบกุหลาบ แต่ถ้าคิดจะเดินไปข้างหน้าเรื่อยๆ แล้ว ไม่ว่าจะเป็นใคร มาจากไหน ฉลาดเพียงใดก็ตาม มันต้องมีวันหนึ่งที่เจอกับสภาวะที่ลำบากอย่างยิ่ง ตรงนี้เราจำเป็นต้องมีความอดทนเป็นมาตรการด่านสุดท้ายที่ประคองไม่ให้ล้มไปเสียก่อน นอกจากนี้ความอดทนยังเป็นแรงหนุนในการเดินไปข้างหน้า เป็นองค์ประกอบสำคัญในคุณสมบัติอีกหลายข้อด้านล่าง
- โอบกอดความโง่เขลา (Embrace your stupidity): เรื่องนี้เป็นเรื่องของการยอมรับความจริง ในปัจจุบันคนไทยเราเริ่มอ่อนแอลงเรื่อยๆ เรามักจะพยายามปิดตาตัวเองไม่ให้เห็นข้อเสียของตัวเอง หรือลืมๆมันไปซะ จำได้ว่าเวลาเีรียนหนังสือที่ไทย ถ้ามีคนที่สอบได้คะแนนไม่ค่อยดี พวกเขาก็มักจะไปพยายามหาคนที่คะแนนไม่ค่อยดีด้วยกัน แล้วก็จับกลุ่มกัน ปลอบใจกันเองให้มันรู้สึกดีขึ้น เสร็จแล้วก็คิดว่าคะแนนไม่ดีก็ไม่เป็นไรเพราะคนอื่นก็ไม่ดีเหมือนกัน คือพยายามหาข้ออ้างให้กับความโง่และความอ่อนแอของตัวเอง นอกจากนี้ยังพยายามดึงคนอื่นเข้ามาให้เหมือนตัวเองอีก หลังๆนี้ยิ่งแย่ใหญ่ เดี๋ยวนี้เราเริ่มพูดคำว่าโง่ไม่ได้ พูดแล้วโดนด่า เพราะมันไปดูถูกคนอื่นเค้า ทำให้เค้ารู้สึกแย่ เดี๋ยวนี้เราพูดได้แค่ทุกคนฉลาดเหมือนกันหมด เท่ากันหมด คือเป็นการหลอกกันเองระดับชาติ ทำอย่างนี้มันไม่ส่งเสริมการพัฒนาเลย เป็นอย่างนี้นานๆเข้าจะพากันโง่มากขึ้นเรื่อยๆ พากันลงต่ำอ่อนแอมากไปกว่านี้อีก ขั้นแรกของการพัฒนาคือการยอมรับจุดอ่อนของตัวเอง ผมใช้คำว่าโอบกอดความโง่เขลา เพราะเราต้องยอมรับข้อเสียต่างๆในตัวเราอย่างเต็มที่หรือแม้แต่พยายามมองหาข้อเสียของตัวเองด้วยซ้ำ ตรงนี้ต้องใช้ความอดทนมาก เพราะคนส่วนมากรับไม่ได้ที่จะดูความโง่ของตัวเอง มันน่ารังเกียจ มันน่าหดหู่ มันเสีย self แต่อย่างไรเราก็ต้องโอบกอดสิ่งเหล่านี้แม้ว่ามันจะเป็นหนามทิ่มแทงใจเราก็ตาม จากนั้นเราถึงจะลงมือแก้ปัญหาได้ถูกจุด เราจะมีการพัฒนาตัวเองขึ้นเป็นลำดับไป คือโง่น้อยลงเรื่อยๆ แต่ถ้าเราไม่ยอมรับตั้งแต่แรกว่าเรายังโง่อยู่มาก อย่างนี้ก็มีแต่จะโง่ลงเรื่อยๆ เรียกว่ากอด self โง่ๆ จนตัวตาย
- ความต่อเนื่อง (Continuous): ความต่อเนื่องเป็นเคล็ด(ไม่)ลับของความสำเร็จ มันจำเป็นทั้งสำหรับงานยากๆและซับซ้อนและงานง่ายๆในกรณีที่ต้องการความชำนาญ ผมไม่เคยชอบการเรียนที่ต้องเปลี่ยนวิชาทุกๆ หนึ่งชั่วโมงเลย เพราะทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนเรื่อง สมองเราก็เหมือนจะต้อง reset ใหม่ ถึงแม้ว่าส่วนมากผมจะเรียนหลายวิชาในหนึ่งสัปดาห์ แต่เวลาอ่านหนังสือผมจะต้องอ่านวิชาเดียวเป็นเวลาหลายวันติดกัน เพื่อให้สมองทำงานอย่างต่อเนื่อง เรียนรู้จนเห็นทั้งรายละเอียดและภาพรวมของเนื้อหานั้นๆ ก่อนที่จะเปลี่ยนไปอ่านวิชาอื่น ถ้าเรามัวแต่ทำนี่นิดทำโน่นหน่อย เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตลอดเวลา สุดท้ายก็ไม่ได้อะไรเลยเพราะในสมองมีแต่ข้อมูลที่กระจัดกระจายกลายเป็นขยะเพราะหาความสัมพันธ์กันเองไม่ได้
- การวางแแผน (Planning): ข้อนี่ต้องอาศัยการฝึกฝนสักเล็กน้อย และมีความสำคัญไม่แพ้สิ่งอื่น เพราะบางทีถึกเข้าสู้อย่างเดียวมันไม่ไหว บางทีต้องมีการถอยทางยุทธศาสตร์ เลือกดำเนินการตามจังหวะและสถานการณ์ หรือแม้แต่ยอม cut loss ในบางโอกาส ขอยกตัวอย่างในเรื่องการเรียนของผมเอง ในแต่ละขั้นตอนที่ผมก้าวเดิน ผมต้องหยุดคิดและวางแผนก่อนแทบทุกครั้ง เริ่มตั้งแต่การเลือกเรียนทางสายทฤษฎี นอกจากความชอบส่วนตัวแล้ว ผมยังมองว่าการเรียนด้านการทดลองจะมีปัญหาเวลากลับมาที่ไทย เพราะประเทศเรายังขาดอุปกรณ์ที่ทันสมัยอีกมาก ต่อมาเรื่องการเลือกที่เรียน มหาวิทยาลัย Utrecht มีความเข้มแข็งทั้งทางด้านฟิสิกส์พลังงานสูงและพลังงานต่ำ เพราะฉะนั้นมันมีความยืดหยุ่นมาก จากนั้นก็เรื่องการลงวิชาเรียน ภาคการศึกษาแรกผมเรียนแค่สามวิชา เพราะมันเป็นช่วงเวลาของการปรับตัว จากนั้นค่อยพยายามเรียนมากขึ้นภายหลังเมื่อเวลาปรับตัวได้แล้ว การเลือกงานวิจัยก็มีเหตุผลตามที่กล่าวไว้ข้างต้น นอกจากนี้งานที่เลือกยังเกี่ยวข้องกับอาจารย์สองคน ผมพิจารณาดูแล้วว่ามีข้อดีหลายอย่าง เช่นโอกาสในการเรียนต่อสูงกว่า อาจารย์ที่อายุมาก มีประสบการณ์มาก มีบารมี แต่อาจจะไม่ลุยเท่าอาจารย์ที่อายุน้อย ไฟแรงกว่า กรณีของผมได้อาจารย์สองคนที่อายุต่างกัน คือเอาทั้งสองอย่างแลกกับการทำงานที่หนักขึ้นและความกดดันที่มากขึ้นเล็กน้อย คือเรียกว่าเราต้องวางแผนทุกขั้นทุกตอนแทนที่จะทำตามๆ คนอื่นไป เื่รื่องนี้เป็นปัจจัยที่ผมคิดว่าสำคัญที่สุดที่ทำให้คนไทยยากจน ผมเดินไปตลาด ไปกินข้าว ซื้อขนม ผมเ็ห็นว่าคนไทยจำนวนมากก็ไม่ได้ขี้เกียจ เค้าขยันทำมาหากิน ทางบ้านผมก็เคยขายอาหาร เรารู้ว่าเงินสดๆที่หมุนเวียนจากร้านแค่รถเข็นในตลาดมันไม่ใช่น้อย แต่ทำไมคนพวกนี้ถึงยังยากจนอยู่? สิ่งเดียวที่ผมเห็นคือคนไทยใช้เงินไม่เป็น คือมีการจ่ายให้กับสิ่งที่ไม่น่าจะจ่ายมากเกินไป คือขาดการวางแผนทางการเงิน ไม่ได้คิดก่อนที่จะจ่ายว่ามันคุ้มมั้ย มันจำเป็นมั้ย เมื่อไม่คิดก็ได้แต่ทำตามคนอื่น เวลาเห็นคนอื่นมีก็อยากมีบ้าง เป็นพฤติกรรมตามๆกันไป ผมไปรถไฟฟ้าเห็นคนเล่น smart phone เต็มไปหมดเลย มันจำเป็นขนาดนั้นเลยหรอ iPhone ที่ไทยกับที่ต่างประเทศราคาพอๆกัน แต่ทำไมคนไทยถึงใช้กันเยอะจังทั้งๆที่เงินเดือน ค่าครองชีพของเราต่ำกว่ามาก
- วินัย (Discipline): วางแผนเสร็จแล้วก็ต้องทำให้มันได้ครับ จะมีประโยชน์อะไรถ้ามีแผนสวยหรูแต่สุดท้ายก็ทำตามใจกิเลสอยู่ดี
- รู้ทันใจตัวเอง: การเรียนรู้ใจตัวเองนอกจากจะเป็นรากฐานของวิปัสสนาแล้ว ยังสามารถเอามาใช้ประโยชน์ในเรื่องทางโลกได้เป็นอย่างดี รายละเอียดและวิธีการค่อยเขียนวันหลัง ใครอยากรู้ก่อนแนะนำให้ไปฟัง http://www.wimutti.net/
หมายเหตุ: จะเห็นว่าคุณสมบัติด้านบนส่วนมากไม่ต้องอาศัยความฉลาดมากมายอะไร จะมีก็แต่เรื่องการวางแผนที่ต้องมีวิสัยทัศน์นิดนึง ฉะนั้นอย่าคิดว่าเราไม่ประสบความสำเร็จเพราะเราฉลาดไม่เท่าคนอื่น ส่วนมากมันเป็นเพราะเราไม่สู้ต่างหาก
เทคนิค
- ภาพเล็ก ภาพใหญ่ (Zoom in and out): การเรียนฟิสิกส์หรือเรื่องอะไรก็ได้ที่ซับซ้อน ปัญหาของคนส่วนมากคือการเห็นภาพใหญ่ไม่เห็นภาพเล็ก หรือไม่ก็เห็นภาพเล็กไม่เห็นภาพใหญ่ นักเรียนไทยส่วนมากที่ผมรู้จักจะเป็นอย่างหลังคือไม่ค่อยเข้าใจภาพรวม แต่เรียนรู้เทคนิคในการทำข้อสอบได้ จะว่าไปการเห็นทั้งภาพใหญ่และภาพเล็กเป็นเรื่องที่ยากมากจึงต้องอาศัยการฝึกฝนบ่อยๆ คือถ้าเรามุ่งอยู่กับรายละเอียดมากก็ลองพยายามดึงตัวเองออกมาให้เห็นภาพใหญ่ หรือถ้าเราเป็นคนไม่ค่อยลงรายละเอียดก็ต้องบังคับตัวเองลงไปดูรายละเอียดบ่อยๆ ทำอย่างนี้มากๆเราจะสามารถเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาระหว่างรายละเอียดและภาพรวมได้
- เรียนรู้แบบเกลียว (Spiral learning): บางทีบางครั้งเราอ่านบางเรื่องไม่เข้าใจจริงๆ หรือเข้าใจบางส่วน เราอาจจะต้องศึกษาเรื่องที่เกี่ยวข้องก่อน(หรือแม้แต่เรื่องเดียวกันแต่หนังสือเล่มอื่น) และค่อยกลับมาดูของเก่า ทำกลับไปกลับมาหมุนวนอยู่ในเรื่องที่เกี่ยวข้องจะทำให้เราเข้าใจลึกซึ้งขึ้น บางทีถ้าเราต้องการท่องอะไรบางอย่างเราอาจจะพยายามจำสักพัก แล้วไปทำเรื่องอื่นก่อน จากนั้นค่อยมาทดสอบตัวเองใหม่ว่าจำได้มั้ย อ่านใหม่และทำอย่างนี้จนกว่าจะมั่นใจว่าจำได้ ทำอย่างนี้อาจจะเสียเวลาแต่มันอาจจะจำได้ดีกว่าการพยายามอัดเข้าไปทีเดียวสำหรับบางคน
- ถามผู้รู้ (Ask the experts): ปรกติผมจะนิยมการพึ่งตัวเองมากกว่าคนอื่น แต่เราต้องยอมรับว่าเราไม่สามารถอยู่คนเดียวได้ เรื่องบางเรื่องความรู้และประสบการณ์ของเรายังไม่พอจริงๆ หรือบางทีมุมมองที่เรามีมันมักจะคับแคบเกินไป การขอให้ผู้รู้ช่วยในสถานการณ์ที่เหมาะสมก็เป็นสิ่งที่ดีกว่าการลุยถึกโง่ๆ ไปคนเดียว
เก่งมากๆครับ
พี่ปึงครับ โทษทีที่หายไปนาน ได้กลับมาอ่านบลอกพี่อีกทีแล้วรู้สึกทั้งอิ่มและหิวในเวลาเดียวกันเลย ยินดีกับความสำเร็จของพี่ด้วยนะครับ แล้วผมจะเอาคำแนะนำต่าง ๆ ขอไปใช้บ้างนะครับ
ไม่รู้ผมรู้สึกไปเองหรือเปล่า แต่ผมคิดว่าพี่ปึงเปลี่ยนไปเยอะมากตั้งแต่ครั้งแรกที่เรารู้จักกัน พูดแล้วจะยาวแต่เอาเป็นว่า ผมดีใจที่ได้เจอพี่อีกครั้งนะครับ
ปล. ผมเขียนรายงานส่งเรื่องว่า ทำไมต้องมี 26 มิติใน bosonic string theory เหมือนกันเลย แต่ผมเขียนไปสิบสี่หน้า แถมละ derivation ไปเพียบ –”